โมทีมใหม่นะครับ ยังงงๆใช้ไม่เป็น
20:46 |
Posted in
มึนตืบ
|
Read More »
MLM...ธุรกิจเครือข่าย เรียนรู้ก่อนที่จะล้มเหลว บทที่ 6
3. คำตอบรับ........คือเคล็ดลับ แห่ความสำเร็จ
เมื่อใด ก็ตาม ที่อีกฝ่ายหนึ่งตอบรับด้วยคำว่า ใช่ จริง ถูกต้อง ฯลฯ นั่นแสดงว่าความคิดของเขา ได้ถูกชักจูงให้คล้อยตามมากยิ่งขึ้นทุกขณะ ซึ่งจะทำให้เขามีความสนใจในตัวเรามากขึ้นกว่าเดิม
แต่ เมื่อใดก็ตาม คำตอบของเขาเป็นไปในทางปฏิเสธ เช่น ไม่ใช่ ไม่จริง เปล่า ฯลฯ หรืออะไร ทำนองนี้ นั่นแสดงว่า ความรู้สึกในทางตรงข้ามกำลังเกิดขึ้น และยังเป็นการชี้ชัดว่า การที่เราได้รับคำตอบเช่นนี้มา เป็นเพราะเราให้ความสนใจ ในสิ่งที่เขาสนใจน้อยมาก จนทำให้เขาเกิดความรำคาญ และไม่ยินดีที่จะต้อนรับเรา
เมื่อใดก็ตาม ที่อีกฝ่ายหนึ่งได้กล่าวคำปฏิเสธออกมาแล้ว และถ้า เขาจะต้องยอมรับมันในภายหลัง มันจะทำให้เขามีความรู้สึกเหมือนกับตัวเองเป็นฝ่ายที่ต้องยอมจำนนต่อเรา
ทั้งนี้เพราะในการปฏิเสธนั้น เขาได้เอาความทิฐิ หรือศักดิ์ศรี กับตัวตนของเขาลงวางไว้แล้ว
ในการตอบรับ ถ้าคุณเป็นคนช่างสังเกต และตั้งใจฟังในการพูดของอีกฝ่ายอย่างชาญฉลาด คุณจะ สามารถเห็นหรือรู้สึกถึงสัญญาณ อะไรบางอย่างที่เขา แสดงออกมาให้คุณรู้
ถึงตรง นี้คุณคงอยากจะรู้แล้วซิว่าสัญญาณที่ว่านั้นมันคืออะไร มันแสดงออกมาแบบไหน อย่างไรสัญญาณที่บ่งบอกถึงการตอบรับมีดังนี้
สัญญาณทางการแสดงอาการ
- จับสินค้า ทดสอบสินค้า
- วางของนั้นลงเพื่อตั้งใจฟัง
- ถามความคิดเห็นของคนรอบข้าง เป็น ต้น
สัญญาณทางคำพูด
- รับประกันหรือเปล่า ได้ผลจริงไหม
- ใช้อย่างไร หรือมันทำงานอย่างไร
- จะส่งของได้เมื่อไหร่ เป็นต้น
สัญญาณต่างๆที่เราพอจะเห็น ได้จากตัวอย่างที่กล่าวมาแล้วเป็นต้น นั้นพอจะบอกให้คุณรู้ว่า.... “ ต้องทำการปิดการขาย ” เมื่อไหร่ที่คุณปล่อยให้ เขาคิดนานทั้งๆที่เขาพร้อมแล้ว เขาจะเปลี่ยนใจได้ในภายหลัง เห มือกับปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป
สัญญาณ ที่ผมยกตัวอย่างมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น คุณอาจจะลองหาสัญญาณเพิ่มเติมประกอบด้วยเพื่อง่ายต่องานและความเหมาะสมของ คุณ
ต่อไปผมจะเริ่มเรื่องราวบางอย่าง ที่เกี่ยวกับธุรกิจเครือข่าย
คุณคิดว่าการทำธุรกิจเครือ ข่ายคือ งานการขายของ หรืองานการตลาด ถ้าคุณคิดว่ามันคืองานขาย คุณคิดผิด คุณคิดว่าผู้นำที่มีรายได้ 6 - 7 หลัก ในธุรกิจเครือข่ายต่างๆเขาต้องออกไปวิ่งขายของไหม เปล่าเลย
เขา เพียงแต่รู้จักวิธีวางหลักการตลาด ที่จะไปเผยแพร่ สินค้าของเขาต่างหาก เพราะฉะนั้น ถ้าคุณต้องการที่จะประสพความสำเร็จในธุรกิจนี้อย่างจริงจัง คุณต้องระรึกอยู่เสมอว่า “ คุณเป็นเจ้าของธุรกิจ ที่กำลังวางแผนการตลาด และโปรโหมดธุรกิจของคุณ ” เพื่อกระจายสินค้าไปยังผู้มุ่งหวัง เหมือนกับการขยายสาขาของ 7-11 หรือ KFC เป็นต้น
สิ่งที่ผู้สำเร็จในธุรกิจ นี้ส่วนมากที่เขาทำก็คือ เขาได้สร้างระบบที่สมบูรณ์แบบที่เป็นของเขาเองขึ้นมา จากนั้นจึงกระจายระบบนี้ให้กับคนในองค์กรได้นำไปใช้ ระบบ นี้ นี่เองที่เป็นตัวเป็นตัวสร้างให้เกิดการขายและรายได้ให้กับเขาและคนในองค์กร
ดัง นั้นสิ่งที่คุณต้องทำก็คือ ต้องเรียนรู้วิธีที่จะทำให้ ผู้มุ่งหวังหรือเครือข่ายของคุณ เข้าใจหลักการนี้ แล้วสอนวิธีที่จะขยายเครือข่ายออกไปอย่างมากมาย เช่นเดียวกับการขยายสาขาของ 7-11 หรือ KFC ซึ่งต่างก็มีระบบรองรับ
มาถึง ตรงนี้แล้วคุณคิดว่า 7-11, KFC, MCDONAL หรือ Franchise ต่างๆ เขาขายอะไร ระบบใช่ไหม เพราะสินค้าในร้านที่ผมกล่าวมานี้ที่อื่นก็มี แล้วทำไม Franchise ต่างเหล่านี้ถึงได้ผุดเป็นดอก เห็ด
คุณคิดว่า ถ้าคุณมีระบบที่ดีเยี่ยม หรือหลักการตลาดที่มีประสิทธิภาพของคุณ จะนำพาคุณไป ยืนอยู่ตรงจุดไหนของธุรกิจนี้ คุณลองนึกภาพดูเอาเอง คุณกำลังจะสร้าง Personnel Franchise ที่มีแต่คนอยากจะมา ร่วมกับคุณ หรือคุณจะไปเร่ขายความฝันลมๆแล้งๆ เหมือนคนทั่วๆไปอย่างที่เขาเป็นกัน
ดังนั้นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจเครือข่ายที่ว่าก็ คือ
- คุณต้องนำการตลาดระบบของคุณที่คุณ คิดค้นขึ้นมา ไปสู่คนในองค์กร ซึ่งคนเหล่านี้จะสร้างให้เกิดการขายและรายได้ให้กับบริษัท นั่นก็หมายถึงรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นของคุณด้วย
- สอนพวกเขาเกี่ยวกับการเป็นผู้นำ ในการสร้างระบบ และทักษะต่าง รวมทั้งหลักการตลาด เพื่อช่วยให้คนที่เข้ามาใหม่นั้นเป็นผู้นำ สามารถที่จะขยายระบบ Personnel Franchise สู่ผู้ มุ่งหวังใหม่ในอนาคตให้ได้มากกว่าเดิม
แล้วเมื่อใด ที่คุณค้นพบผู้นำ หรือพัฒนาจนเขาสามารถเป็นผู้นำได้ตามแผนธุรกิจที่คุณต้องการคุณก็จะมี “ อิสรภาพทางการเงิน และเวลา ” ตามที่คุณต้องการได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร
ผมขอทิ้งท้ายไว้นิดหนึ่งว่า ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นผู้นำที่ มีหลักการต่าง แผนการตลาดที่ดีเยี่ยมแล้วก็ตาม การเลือกบริษัทที่ถูกต้อง สินค้าที่ถูกต้อง และด้วยระบบการตลาดที่ถูกต้องแล้วจะยิ่งช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้อย่าง รวดเร็วยิ่งขึ้น
คุณจะเห็นข้อเท็จจริงอันนี้อยู่ บ่อยครั้ง ในการย้ายค่ายของผู้นำชั้นแนวหน้าของบริษัท ในวงการธุรกิจเครือข่ายนี้ ทั้งๆที่เดิมเขาก็มีรายได้มากมาย จากบริษัทเดิมที่เขาอยู่ นั่นเป็นเพราะเขาเลือกที่จะอยู่ถูกที่ ถูกเวลา กับสินค้า หรือเปล่า .................หรือคุณจะเลือกสมัครทำธุรกิจกับบริษัท A.....หรือ บริษัท N...... ในตอนนี้ ผมว่าถ้าย้อนเวลากลับไปซัก 15 ปี ก็คงจะไม่แน่นะ
ถึงตรง นี้แล้ว คุณคงหาเหตุผลออกแล้วซินะ ว่าคนที่ปฏิเสธเราอยู่บ่อยๆ คุณจะอธิบายให้เขาทราบได้ เกี่ยวกับธุรกิจเครือข่ายนี้ ว่ามันไม่ใช่งานขายจริงๆ
แล้วเราจะเริ่มทำหลักการตลาดนี้ได้อย่างไร?
สินค้าหรือ Product ที่เราต้องคิดเป็นอันดับต้นๆหรือเปล่าที่ใช้ในการวางแผน คำตอบก็คือ ไม่ใช่เลย คุณคิดผิดถ้ามองว่าสินค้ามาก่อน เพราะนั่นมันเป็นเพียง ผลลัพธ์ที่แสดงถึงความมั่นใจของผู้ใช้ ถ้าสินค้ามันมีผลดีกว่าระบบการตลาด ทำไมไม่เห็นคนที่ประสพความสำเร็จในธุรกิจนี้ไปวิ่งขายมันหละ ถ้าคุณคิดว่ามันขายตัวมันเองได้ด้วยความยอดเยี่ยมของมัน จงลืมมันไปซะ
สิ่งแรกที่คุณจะต้องเรียนรู้ในธุรกิจนี้ก็คือผู้ มุ่งหวัง ที่คุณจะต้องทำการตลาดต่างหาก
สินค้า ของคุณเป็นแค่เพียงตัวนำทางในการหาผู้มุ่งหวัง แต่ผู้มุ่งหวังต่างหากจะเป็นแรงผลักดันให้แผนการตลาดของคุณสำเร็จ แล้วถ้ายิ่งสินค้าของคุณยอดเยี่ยมจริงนั่นหมายถึงมันจะทำให้เกิดความมั่นคง ในระยะยาวของธุรกิจของคุณ เพราะมีการใช้แล้วใช้ซ้ำอยู่ตลอดต่อเนื่อง นั่นหมายถึงผู้บริโภคขั้นสุดท้ายที่แท้จริง ที่จะทำให้ความยั่งยืนของธุรกิจคุณเกิดขึ้นอย่างมั่นคง ส่วนผู้มุ่งหวังของคุณคือนักการตลาดที่ยอดเยี่ยมต่างหาก
ตัวอย่างที่สนับ สนุนแนวความคิดนี้ได้เป็นอย่างดีที่คุณจะพบเห็นได้อยู่ทุกวัน เช่น MCDONAL คุณว่า แฮมเบอร์เกอร์ เขาอร่อยที่สุดหรือเปล่า แล้วทำไมคนจะกินแฮมเบอร์เกอร์ ชอบนึกถึง MCDONAL แถมเขายังมีสาขาไปทั่วโลก MCDONAL ประสพความสำเร็จในธุรกิจทั้งๆที่รสชาติของมันไม่ได้เลิศเลออะไรเลย นั่นเป็นเพราะระบบที่เขาได้วางไว้ต่างหาก concept ใน ร้านเหมือนกันหมดทุกร้าน คนที่เข้าไปที่ร้านไม่ได้สนใจรสชาติของแฮมเบอร์เกอร์ซักเท่าไหร่หรอก
คราว นี้ลองมาดูตัวอย่างในบ้านเราบ้าง คุณว่าไก่ย่าง 5 ดาวมันอร่อยไหม มีที่มันอร่อยกว่านี้ไหม ก็มี แล้วทำไมคนยังไปลงทุนซื้อ Franchise ไก่ย่าง 5 ดาวมาขายอีกเล่า นั่นเป็นเพราะเขาไม่ได้สนใจในรสชาติของมันหรอก เขาสนใจเพียงแค่ว่า มันจะทำเงินให้เขาอย่างไรต่างหาก
ผู้มุ่งหวังของคุณอยู่ที่ไหนเล่า ? หรือ คุณต้องการวางระบบของคุณให้กับใคร ?
ถ้าคุณ มองหลักการจำแนกจาก “โอกาส” คุณจะพบว่ามีเพียงบุคคล 3 กลุ่มเท่านั้นคือผู้มุ่งหวังของคุณ
กลุ่มแรก คือกลุ่มคนที่มองหาโอกาส เป็นคนที่ชอบแสวงหารายได้เพิ่มขึ้น อยู่เรื่อยๆ เพราะคนเหล่านี้พยายามที่จะไม่หยุดตัวเองไว้กับที่ มักจะมองหาโอกาสเพื่อความสำเร็จในชีวิตให้กับตนเองอยู่เสมอ
กลุ่มที่สอง คือกลุ่มคนที่ชอบซื้อโอกาส หรือต้องการโอกาส พวกนี้เป็นบุคคลที่ทำธุรกิจเครือข่ายอยู่แล้ว พยายามมองหาความสำเร็จที่ใหญ่ขึ้น หรือมีรายได้มากขึ้น หรือต้องการโอกาสใหม่ๆที่จะทำให้เขาบรรลุเป้าหมายได้อย่างแน่นอน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสินค้า และแผนการตลาดของบริษัทนั้นๆด้วยว่าจะทำได้ยาก หรือง่าย เพียงใด ผลตอบแทนคุ้มค่าไหม
กลุ่มที่สาม คือคนรอบๆข้างตัวคุณ ไม่ว่าจะเป็นญาติสนิท มิตรสหาย หรือที่เรียก ว่าตลาดธรรมชาติ คนกลุ่มนี้คุณต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก เพราะเขาจะไม่ฟังคุณเนื่องจากความใกล้ชิด และยิ่งถ้าเขาไม่มีแรงผลักดันอะไรเลย ซึ่งคุณอาจจะ หมดแรงเสียก่อนกับการปฏิเสธอย่างมากจากบุคคลเหล่านี้ ถ้าเขาไม่เข้าใจจริงเกี่ยวกับธุรกิจเครือข่าย และเขาอาจจะพยายามชวนคุณให้วางมือจาธุรกิจนี้เสียด้วยซ้ำ เขาจะตามคุณก็ต่อเมื่อคุณสำเร็จ
เมื่อ คุณเห็นคนทั้ง 3 กลุ่มนี้แล้วผมอยากให้คุณโฟกัสไปยังผู้มุ่งหวังกลุ่มแรกกับกลุ่มที่สองก่อน โดยเฉพาะกลุ่มที่สอง จะเป็นตัวนำพาความสำเร็จมาให้คุณได้อย่างรวดเร็ว เพราะเขารู้จักธุรกิจนี้เป็นอย่างดี
คราวนี้พอคุณ โฟกัสได้อย่างนี้แล้ว แล้วกลุ่มที่สามหละจะทิ้งเขาไปซะดื้อๆอย่างนี้หรือ เปล่าหรอกเพียงแต่ว่า คุณต้องค้นพบให้เจอความต้องการของเขาว่าเขามีฝันอะไรหรือเปล่า แล้วธุรกิจของคุณตอบสนองอะไรเขาได้กับฝันนั้น
แล้วคุณหละอยากจะสัมผัส ......“ บทกวีในสายลมหนาว...หรือ...คีตกวีในสายลมลวง ”......
ความถูกต้องและเหตุผล บนความอดทนและเพียรพยายาม จะพาเราก้าวข้าม....ความล้มเหลวสู่ความสำเร็จ...........ส่วนอารมณ์และความ กลัว ไม่สามารถทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้..........แม้แต่เพียงก้าวเดียว
06:20 |
Posted in
ธุรกิจเครือข่าย
|
Read More »
MLM...ธุรกิจเครือข่าย เรียนรู้ก่อนที่จะล้มเหลว บทที่ 5
ธุรกิจเครือข่าย หรือ เจ้าของธุรกิจ
เอาหละหลังจากที่ผมเล่าประวัติตัวเอง มาพอคร่าวๆ ในตอนนี้ผมขอพูดในฐานะที่ผมเป็นเจ้าของกิจการก่อน ก่อนที่ผมจะมาเป็นเจาของกิจการได้นั้น ผมก็ฝันเหมือนคนทั่วๆไปแหละ แล้วผมก็เริ่มทำตามความฝันของผม
โดยขั้นตอนแรกเรียนรู้หาช่องทางต่างๆที่จะทำ เก็บสะสมเงินทุนที่ได้จากการทำงานเป็นลูกจ้างมาหลายปี ระดมทุน ก่อตั้งบริษัท หาสินค้าที่จะมาขายเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์หลักในการทำตลาด รับพนักงานในตำแหน่งต่างๆ หาตำแหน่งและช่องทางการจัดจำหน่าย และ หาผู้มุ่งหวังหรือลูกค้า
คุณรู้ไหมว่าขั้นตอนที่ยาก ที่สุดคืออะไร ผู้มุ่งหวังหรือลูกค้านั่นเอง ในขั้นตอนนี้ ในธุรกิจเครือข่าย หรือเจ้าของธุรกิจไม่ได้แตกต่างกันเลย ผมขอย้ำ ต้องหารายชื่อ ต้องโทรนัดหมาย อยู่ดีๆ ไม่ใช่ว่าลูกค้าจะโทรมาขอ ซื้อเอง เหมือน 7-11 ที่มีคนเดินเข้าร้านมาซื้อสินค้าทั้งวัน
มันต่างกันตรงเพียงแค่ว่า คุณคิดว่าคุณคือเจ้าของเพราะ คุณได้ใช้เงินของคุณสร้างมันขึ้นมา คุณรู้สึกมีหน้ามีตาในวงสังคมของคุณที่คุณมีกิจการเป็นของตัวเอง เพราะคุณคือผู้ก่อตั้งเป็นเจ้าของ “ตัวตน” ของคุณได้ถูกยกสูงขึ้นในสายตาคนทั่วๆไป ตามที่ผมเคย กล่าวมาแล้วในเรื่องของ “ตัวตน”
ส่วนธุรกิจเครือข่ายคุณไม่ได้เป็นเจ้า ของบริษัท คุณต้องมาสร้างระบบ คุณต้องมาชักชวนคน รู้สึกเหมือนไปขอร้องให้เขามาทำงานกับคุณ ตัวตนของคุณจึงถูกลดค่าลง คุณรู้สึกเช่นนี้ใช่ไหมนั่นเป็นเพราะ “ คุณคิดไปเอง ”
ถ้ามองจากเหตุผลการ ทำงาน ธุรกิจเครือข่าย กับเจ้าของกิจการไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลยจะต่างก็เพียง “ ตัวตน ” ที่คุณคิดไปเอง
ผมจะหยิบยกเรื่องราวจาก ความคิดไปเองของจิตใจ ให้คุณฟังซักเรื่อง
เวลาที่คนจะแกล้งลิงมักจะเอากะปิไปทามือลิง เจ้าลิงเกลียดกะปิที่สุดในชีวิตก็เอามือมาสูดดมแล้วถูมือไปกับสิ่งต่างๆ จนเลือดไหลท่วมมือ ถามว่า สิ่งที่ทำให้ลิงบาดเจ็บจนเลือดไหล คือ กะปิ หรือความเกลียดกะปิในใจลิง เจ้าลิงเองนั่นแหละที่เอามือมาสูดดมกะปิ แล้วทำร้ายตัวเองจนบาดเจ็บ นั่นเป็นเพราะ...........ใจมันคิดไปเองว่า มันเกลียดกะปิ
เอาหละตอนนี้ผมจะพูดถึงความได้เปรียบของ ธุรกิจเครือข่าย ที่มีเหนือกว่าเจ้าของกิจการของตัวเอง
ถ้าบริษัทที่คุณก่อตั้งขึ้นมาหา ลูกค้าไม่ได้ หรือได้น้อย อะไรจะเกิดขึ้น ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายประจำทุกเดือน เงินเดือนพนักงาน ค่าภาษี ประกันสังคม คุณคิดว่าทุกเช้าที่คุณตื่นขึ้นมาล้างหน้าคุณหมดเงินไปเท่าไรที่ต้องจ่ายกับ สิ่งเหล่านี้ ก่อนที่คุณจะมีรายรับเข้ามา สำหรับธุรกิจเครือข่ายคุณต้องจ่ายอะไรบ้าง
ยอด ขายหรือรายรับของบริษัทของคุณหละ ถ้าต้องการมากขึ้น ต้องเพิ่มปริมาณลูกค้า หรือพนักงาน ค่าใช้จ่ายก็จะตามมา ส่วนธุรกิจเครือข่ายนั้นมันจะค่อยๆเติบโตเป็นทวีคูณ เมื่อคุณจัดการกับระบบเครือข่ายได้ดี ถึงตอนนี้คุณคิดว่าคุณต้องเสียอะไรเพิ่มไหมกับธุรกิจเครือข่ายเมื่อยอดขาย เพิ่มขึ้น
ลองมาดูที่วิกฤตหรือความเสี่ยงบ้าง
ถ้าบริษัทของคุณ ถูกลูกค้าเบี้ยวไม่จ่ายค่าสินค้า คุณต้องออกไปขายของอีกเท่าไรเพื่อจะชดเชยกับสิ่งที่สูญเสีย หรือเกิดคู่แข่งที่ลดราคา เพื่อที่จะแย่งลูกค้าของคุณ คุณจะทำอย่างไร หรืออย่างเช่นเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตกเมื่อปี 40 ที่มีความไม่แน่นอนอยู่ตลอดเวลา ภัยธรรมชาติต่างๆที่หอบเอาธุรกิจของเขาเหล่านั้นลงทะเลเหมือน สึนามิ ที่หอบเอาธุรกิจต่างลงทะเลเพียงชั่วพริบตา
ผมผ่านร้อนผ่านหนาวมากับเรื่องแบบนี้ จนนับไม่ถ้วน ผมเฝ้าหาทางออกมาตลอดเวลา ธุรกิจเครือข่ายคือคำตอบที่ผมอยากจะบอกคุณ ความเสี่ยงแทบจะเป็นศูนย์ จะมีก็เพียงแต่คุณต้องต่อสู้กับความรู้สึกที่คุณคิดไปเองของคุณให้จงได้ วันนี้ผมพบแล้ว
“เหมือนฝันกลางฤดูหนาว.......ที่ตื่น ขึ้นมาแล้ว......มีแต่ความอบอุ่น”
ที่จริงแล้วถ้าคุณมองดูให้ลึกซึ้งการ ทำธุรกิจเครือข่ายก็เหมือนกับการสร้างธุรกิจที่เป็นของตัวเองเพราะวิธีการ คิดการทำงานไม่ได้แตกต่างกันเลย จะต่างก็เพียง “ ความรู้สึกที่คุณคิดไปเอง ” น่าเสียดาย.....ที่คนส่วนมากไม่รู้ว่า.. เขากำลังสร้างธุรกิจของเขาเอง
2. ให้ผู้อื่นเป็นฝ่ายพูด.......เมื่อเขาพูดจบเขาจะฟังคุณ
ผู้ที่ประสพความสำเร็จทั้งหลาย ฝึกตัวเองให้รู้จักการเป็น “ ผู้ฟัง ” ที่ดีกันทั้งนั้น แม้กระนั้น ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อย ที่ไม่สนใจจะศึกษาศิลปะนี้ ทั้งที่เขาต้องการสร้างความประทับใจ และชนะใจผู้ที่เขาไปติดต่อด้วย
ดังนั้น วิธีหนึ่งของการยกย่องผู้อื่น คือ รับฟังในทุกคำพูดของเขา ด้วยความตั้งใจจริง ทั้งนี้ เพราะการฟังด้วยความตั้งใจนั้น นอกจากจะทำให้ผู้อื่นนิยมชมชอบแล้ว ยังเป็นวิธีการที่ให้ผลดีเยี่ยม ในการที่จะชักจูงให้อีกฝ่ายหนึ่งพูดอีกด้วย
บุคคลที่ชอบคุยแต่เรื่องของตัวเองนั้น คือบุคคลที่แสวงหาความยุ่งยาก มาใส่ตัวอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ถ้าเขาเป็นเซลล์แมน ก็คงจะขายสินค้าให้เราไม่ได้ หรือถ้าเป็นญาติสนิท มิตรสหาย ก็คงก่อความรำคาญใจให้เราอยู่ไม่น้อย
เหตุผลที่แท้จริง ที่ทำให้เขาเป็นคนพูดมาก ก็เนื่องจากเขาไม่สามารถแก้ไขนิสัยความเป็นเด็กของตนเองได้ และเพื่อที่จะแสดงให้คนอื่นเห็นว่า ตัวเขานั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งเท่านั้น
หลักการที่จะชนะใจคู่สนทนา ด้วยการตั้งคำถามนั้นประกอบด้วยหลัก 3 ประการดังนี้
- คำถามนั้นเป็นคำ ถามด้วยความเคารพอย่างแท้จริง
- เกี่ยวกับการตั้ง คำถาม จะต้องแน่ใจว่าเรามีความสนใจอย่างแท้จริง
- ในการตั้งคำถาม จะต้องมีเหตุผลสนับสนุนด้วยว่า อีกฝ่ายหนึ่งต้องการจะตอบไม่ใช่ตั้งคำถามส่วนตัวที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่อยากตอบ
การตั้งคำถามก็เช่น เดียวกับการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลทั่วไป คือต้องอาศัยวิธีการที่แตกต่างไปในแต่ละบุคคล
ลิเลียน ไอก์เลอร์ ได้บรรยายถึงวิธีการ ไว้ในหนังสือที่เธอเขียนขึ้นว่า
คนเราทุกคนนั้น ยินดีที่จะพูดถึงงานอดิเรกของตน เขาชอบเล่าถึงประสบการณ์ที่ตนเป็นตัวเอกในเรื่อง ชอบที่จะแสดงความคิดเห็น การที่ท่านสามารถทำให้คนเหล่านั้น บังเกิดความภูมิใจ โดยถามถึงความคิดเห็นของเขา ในเรื่องที่น่าสนใจโดยทั่วไปแล้วแสดงว่าท่านกำลังให้เกียรติ ในฐานะที่เขาเป็นผู้รอบรู้ และเป็นคำถามที่มีประโยชน์มาก ไม่ว่าจะเป็นในวงธุรกิจ หรือสังคมก็ตาม
เรื่องที่ทุก คนพร้อมจะตั้งใจฟัง มีอยู่เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น คือ เรื่องของผู้อื่น
ในบางครั้ง เมื่อมีคนเอ่ยถึงบุคคลสำคัญที่เรารู้จัก หรืออาจเป็นญาติ หรือมิตร เราจะตั้งใจฟังด้วยความสนใจอย่างยิ่ง แต่เมื่อมีการวิจารณ์บุคคลนั้นๆให้เราได้ยิน เราก็อดที่จะคิดคัดค้านไม่ได้ และบางครั้งเราก็คัดค้านออกไปเลยก็มี
สรุป......สิ่งที่ควรจำในหัวข้อนี้คือ
การที่จะเอาชนะ และจูงใจผู้อื่น ให้คล้อยตามเรานั้น วิธีง่ายที่สุดก็คือ จงสร้างความพอใจให้เกิดขึ้นกับเขา ด้วยการชวนคุยด้วยงานอดิเรก สิ่งที่เขาสนใจเป็นพิเศษ หรือปัญหาของเขา รวมไปถึงสิ่งที่เขามีความรู้ และความคิดเห็นของเขาด้วย
ในระหว่างการสนทนานั้น ท่านต้องรู้จักการสอดแทรกคำถามที่เหมาะสม แสดงออกทั้งสีหน้า ท่าทางและ วาจาที่แสดงออกถึงความเชื่อถือในคำพูดของบุคคลผู้นั้น ว่าท่านได้ให้ความสนใจ ในเรื่องที่เขากำลังพูดอย่าง สุจริตใจ ขณะเดียวกันก็แสดงความยกย่องบุคคลผู้นั้น ไปด้วยพร้อมกัน...............และเมื่อใด ที่เขาแสดงความเห็นพร้องต้องกันกับความคิดของเราแล้วจงแสดงให้เขารู้ว่านั่น เป็นความคิดที่มาจากตัวเขาเอง เพื่อเป็นการยกย่อง “ ตัวตนของเขา ” ให้สูงขึ้นมา เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้เขาพร้อมที่จะปฏิบัติตามเราด้วยความกระตือรือร้น
“ จงฝึกนิสัยตั้งใจฟังคนอื่นพูด ให้เป็นนิสัยประจำตัวท่าน ”
ประโยชน์ที่ ได้จากการเป็นผู้ฟังที่ดี
การที่เราฟัง โดยปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งพูด คือการสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้น เพราะการฟังนั้น นอกจากจะอำนวยประโยชน์ในด้านต่างๆให้กับเรา ยังทำให้เราสามารถเรียนรู้ถึงความคิด ของอีกฝ่ายหนึ่งได้อีกด้วย มองเห็นทั้งความประสงค์และความตั้งใจ และลักษณะนิสัยของเขาด้วย
คนทั่วไปมักจะพูดมากจนเกินความต้องการ มันจะเป็นการอำนวยประโยชน์ให้อย่างมาก ถ้าเราปล่อยเวลามากกว่าครึ่งหนึ่ง ให้ผู้ที่เราไปติดต่อด้วย เพื่อให้เขาได้แสดงถึงความต้องการของตัวเองออกมา
คนฉลาด และผู้ที่มีประสบการณ์นั้น ถ้าเขาเป็นนักฟังที่ดีด้วยแล้ว เขาจะสามารถคาดการณ์ได้อย่างใกล้เคียงที่สุดว่า......ผู้ที่ตนสนทนาอยู่ด้วย นั้น มีความรู้สึกนึกคิดสิ่งใดแฝงอยู่ในใจ
คนเรานั้น ควรที่จะได้ชั่งน้ำหนักในคำพูดของตนเองอย่างรอบคอบ ขณะเดียวกัน ก็ต้องรู้จักที่จะชั่งคำพูดของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย เพราะถ้าเราทำได้เช่นนี้ เรามีโอกาสรู้ได้ทันทีว่า อีกฝ่ายหนึ่งนั้นมีความสุจริตใจแค่ไหน และคำพูดที่เขากล่าวมานั้นมีความจริงใจเพียงใด
เฮนรื่ ที. สแตนตั้น ให้คำจำกัดความเกี่ยวกับวิธีการนี้ ไว้อย่างรัดกุมว่า
“ เมื่อท่านต้องการจะขายอะไรให้กับใครซักคนนั้น จงใช้เวลา 90 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการค้นหาแนวความคิดความต้องการที่แท้จริงของผู้ซื้อ ส่วน ตัวท่านเองนั้นมีสิทธิ์ใช้เวลาเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ”
ข้อควรระวัง ในการตั้งคำถามในการสนทนา
พยายามหลีกเลี่ยงคำถาม หรือการพูดเกี่ยวกับ หลักศาสนา ปรัชญา หรือการเมือง เพราะในคำถามเหล่านั้นมันแฝงไปด้วยศรัทธาของแต่ละคน ถ้าคุณไม่เชื่อ คุณคิดว่าคุณจะไปพูดให้คนที่คุณรู้จักเปลี่ยนศาสนาได้ง่ายๆไหม
02:20 |
Posted in
ธุรกิจเครือข่าย
|
Read More »
MLM...ธุรกิจเครือข่าย เรียนรู้ก่อนที่จะล้มเหลวบทที่ 4
คุณรู้ไหมว่าในแต่ละปี คนที่เสียภาษีระดับต้นๆของเมืองไทยเขามีอาชีพอะไร ในที่นี้เราไม่รวมเจ้าของธุรกิจนะ 8 ใน 10 คน มักจะมีอาชีพเป็นนักขาย ถ้าความจริงเป็นอย่างนี้แล้วคุณจะเลือกอะไร?
แล้วการเป็นเจ้าของกิจการ กับการเป็นเจ้าของธุรกิจเครือข่ายหละต่างกันอย่างไร
ทั้ง 2อย่างนี้ ฟังดูเผินๆก็น่าจะเหมือนกัน มันมีทั้งส่วนเหมือนและแตกต่าง
ก่อน อื่นผมขอแทรกประวัติส่วนตัวผมให้คุณฟังสักนิดก่อน ทั้งนี้เพราะมันเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมศึกษาเรื่องนี้มาเกือบตลอดชีวิต ผม เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะ ค่อนข้างยากจน แต่ก็ยัง มีโอกาสได้เรียนหนังสือกับเขาบ้าง เนื่องจากความจนมันเลยทำให้ผมมีความทะเยอทะยานสูง ชีวิต ผมตอนเด็กๆก็มีสภาพไม่แตกต่างจากเด็กข้างถนนธรรมดาๆคนหนึ่งผมมีอาชีพเสริม โดยการ เก็บเศษเหล็ก กระดาษ พลาสติก ตามข้างถนนมาขายหลังเลิกเรียน ต้องแอบทำนะเพราะกลัวพ่อ-แม่รู้ นั่นมันเป็นเพราะเราอยากได้ของเล่นเหมือนเด็กทั่วๆไปที่เขามีกัน พ่อกับแม่มีเงินให้เราพอแค่ค่าข้าว กับค่าขนมนิดหน่อย เนื่องจากเรามีพี่น้องหลายคน แต่อาชีพเสริมที่ผมทำตั้งแต่ เด็กบางครั้งมันยังพอเอามาจุนเจือครอบครัวได้ที่มีเหตุการณ์ไม่คาดคิด โชคดีที่ผมเป็นคนขยันเลยสอบ เข้าเรียนต่อในโรงเรียนมัธยมชื่อดังในขณะนั้นได้ เริ่มเป็นวัยรุ่นนิดๆแล้วก็เลยมีความฝัน ฝันอยากเป็นสถาปนิกฝันอยากเป็นนักเดินเรือพาณิชย์ แต่ก็ไม่เคยได้เลยกับความฝัน เพราะความจริงเราต้องหาเงินให้ได้มากๆเมื่อเราเรียนจบเพื่อช่วยพ่อกับแม่ใน ช่วงจบชั้นมัธยมต้นนั่นเองทางบ้านก็เริ่มมีปัญหาทางการเงินเนื่องจากคุณพ่อ ป่วยจนแทบจะทำงานไม่ได้เลย แม่เป็นแม่บ้าน ไม่มีรายได้จากทางไหนเลย จะเอาเงินที่ไหนเรียนต่อ แล้วอาชีพที่เราฝันไว้หละ.........ผม กลับมานั่งทบทวนตัดสินใจกับอนาคตตนเองระหว่างความฝันกับอนาคต จึงตัดสินใจสอบเข้าเรียนต่อที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในระดับ ปวช.ถึงปริญญาตรี เพราะที่นี่มีภาคค่ำ ยังพอจะมีโอกาสเรียนจนจบได้ แล้วจบออกมาแล้วยังมีโอกาสหาเงินได้อีกมากมายในฐานะวิศวกร ใน ระหว่างที่เรียนไปทำงานไป มันช่างเป็นชีวิตที่เหน็ดเหนื่อยเอาการ ช่วงเวลาที่เป็นวัยรุ่นเต็มตัวของผมจึงหายไป ชีวิตผมช่วงนี้มีแต่งานกับเรียน
ในระหว่างที่ผมฝึกงานอยู่ที่ บริษัทแห่งหนึ่ง ผมก็ได้ค้นพบว่า สิ่งที่ผมคิดว่าการเป็นวิศวกรจะมีรายได้สูง รองจากหมอ นั้นผิดเสียแล้ว นักขายต่างหาก คุณเชื่อไหมวิศวกรเรียนก็ยากกว่า พาณิชย์ จบก็ยากกว่า สอบเข้าก็ยากกว่า ทำไมเซลล์แมนหรือพนักงานขายที่บริษัทที่ผมทำงานมีรถขับ มีรายได้มากกว่าวิศวกรรุ่นพี่ๆที่ทำงานอยู่ก่อน ทำงานก็สบายกว่า นี่มันอะไรกัน ผมคิดผิดหรือเปล่า ผมเฝ้าคิดมาตลอดเวลาในช่วงนั้น ประมาณซัก 2 ปี เห็นจะได้
คุณเชื่อไหมผมตัดสินใจไม่เรียนต่อระดับ ปริญญาตรีทั้งๆที่อีก 2ปี ก็จบ จะได้เป็นวิศวกรตามที่หวังผมเลือกที่จะออกมาทำงานหาประสบการณ์ทางด้าน วิศวกรรมซักพักหนึ่ง ว่ามันจะเป็นเหมือนตอนที่ฝึกงานไหม ระหว่างอาชีพวิศวกรกับนักขายผมต้องการเป็นอะไรกันแน่ แล้วผมก็ทดลองทำตามที่อยากจะรู้อีกครั้ง ผมใช้เวลาอีก 1 ปีกว่าๆ ภาพมันก็ออกมาเหมือนเดิมเหมือนจะตอกย้ำความคิดที่ต้องการ ได้รับคำตอบมาตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ว่าระหว่างวิศวกรกับพนักงานขาย
อะไร คือคำตอบ ที่สุดก็ได้รับคำตอบว่าอาชีพที่จะทำให้ผมประสพความสำเร็จได้ในชีวิตก็คือ “ งานขายเท่านั้น ” แต่หนทางมันก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด ผมจะไปขายอะไร แล้วผมจะไปขายอย่างไร โชคดีที่ผมขอย้ายจากฝ่ายวิศวกรรม มาฝ่ายขายของบริษัทที่ผมทำงานอยู่ได้ เลยทำให้ผมไม่ต้องไปหางานที่ทำใหม่ก็ได้เริ่มต้นจากสิ่งที่เคยรู้มาแล้ว และออกไปขาย 6 เดือน ที่ผมมาอยู่ฝ่ายขาย ผมขายอะไรไม่ได้เลย ทำไมคนอื่นขายได้ ผมคิดผิดอีกหรือเปล่านะ หรือว่าผมหลงทางอีกแล้ว ผมพยายามหาคำตอบอยู่อีกนานพอควร เพื่อนๆ ผมในรุ่นเดียวกันก็เรียนกันจบหมดแล้ว ไปเป็นวิศวกรตามโรงงานที่มีเงินเดือนสูงๆ
ผม เริ่มมีความคิดผุดขึ้นมาในสมองอีกครั้งว่า “ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการขาย” ผมพยายามหาหนังสือทุกเล่มที่เขียนเกี่ยวกับการขายมาอ่าน เข้าฟังเข้าอบรมที่เกี่ยวกับการขายทุกคอร์สเท่าที่จะหาได้ในตอนนั้น แล้วผมก็ขายได้ เกือบหนึ่งปีเต็มๆ ที่ผมต้องทนอยู่กับคำปฏิเสธ หารายชื่อลูกค้าไม่ได้ วันๆไม่รู้จะไปไหน นั่งตามร้านกาแฟบ้าง เหมือนคนเลื่อนลอยค้นหาวิธีต่าง จนกว่ากว่าจะขายได้
คุณรู้ไหม ณ จุดนี้สภาพมันก็ไม่ต่างอะไรจากการเข้ามาทำธุรกิจเครือข่ายหรอก ผมจะหาลูกค้าจากไหน ถ้าไม่มีลูกค้าโทรเข้ามาที่บริษัท เพื่อแสดงความสนใจในสินค้า ถ้าบริษัทที่ผมทำงานอยู่ไม่ลงโฆษณา ไม่มีการทำโปรโมชั่น แล้วผู้มุ่งหวังอยู่ไหน แต่ที่ผมผ่านมันมาได้ก็เพราะการจัดการที่ดีของบริษัทในการช่วยส่งเสริมการ ขาย รวมทั้งแผนการตลาดที่มีนักการการตลาดจัดการไว้ เป็นอย่างดี ก็ผ่านมันมาได้ในที่สุด
ความคิดทางการขายหลัก การต่างยังวนเวียนอยู่ในสมองไม่รู้จบ
แล้วสิ่งเร้าใหม่ๆในความคิดก็เกิดขึ้นอีกจนได้ “ เปิดบริษัท เป็นของตัวเอง เป็นเจ้าของกิจการ ”
เก็บเงินมาตั้งนานคิด จะซื้อบ้านให้พ่อแม่อยู่ เอาอย่างไรดีหนอ? เงินแสนกว่าบาทจะทำอะไรได้แต่ถ้าซื้อ Town house เล็กๆ 2 ชั้นก็พอจะได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่านจะเอาอย่างไรดีนะ
.........แล้วความคิด มันก็เริ่มก่อตัวขึ้นใหม่ เมื่อผมมีแนวร่วมเป็น เพื่อนที่เรียนหนังสือมาด้วยกันตั้งแต่ชั้นมัธยมต้นมี ความคิดว่าเราต้องระดมทุนมาเพื่อต่อยอดในการทำธุรกิจ และ แล้วความคิดก็ก่อตัวเป็นความจริงเราระดมทุนได้ผู้ร่วมลงทุนกับเราเป็นจำนวน เงิน “หนึ่งล้านบาท” คุณลองคิดดู เงินจำนวนไม่น้อยเลยนะกับการเริ่มต้นธุรกิจ ถ้าผมจำไม่ผิดตอนนั้นผมอายุประมาณ 25 ปี ถ้าเทียบปีพ.ศ.ก็น่าจะประมาณ 2532 ตั้ง ประมาณเกือบ 20 ปี “หนึ่งล้านบาท”เรา เริ่มต้นทำกิจการของเราด้วยความมุ่งมั่น หาหนทางต่างๆ ช่องการตลาดทั้งหลาย แต่ทั้งนี้เรามีแต่ใจที่เต็มร้อย ประสบการณ์มีเพียงน้อยนิด ผลจะเป็นอย่างไร ผมว่าคุณก็น่าจะมีคำตอบอยู่ในใจแล้วนะ ..........เจ้งไม่เป็นท่า บ้านของพ่อกับแม่.....บ้านของเรา เหลือแต่ความฝันที่ว่างเปล่า
หมดตัวครับ แล้วจะทำอย่างไรต่อไปดีคุณช่วยบอกผมด้วย ผม หมดแรง.........ผมหมดเงิน..........ผมหมดหวัง...........ท้อแท้........แม้ แต่จะคิดอะไรต่อปล่อยให้เวลาผ่านไป วันแล้ว วันเล่า กับ บะหมี่สำเร็จรูป ซองแล้ว ซองเล่า อนิจจา เส้นทางของ เจ้าของกิจการส่วนตัว
แล้ว ความโชคร้ายมันก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดหรอก พี่ชายผมแนะนำให้ผมไปอบรมอะไรก็ไม่รู้ ผมไม่สนหรอก เงินจะกินข้าวยังไม่มีเลย ต้องไปอบรมที่โรงแรม ค่าสมัครตั้ง 3,000 บาท แหนะผมไม่มีเงิน ในที่สุดก็ไปอบรมเพราะเขาออกเงินให้ หลังจากอบรมเสร็จผมก็รู้ว่า นั่นคือก้าวแรกของธุรกิจเครือข่ายของผม
ผมทำธุรกิจนี้ด้วย ความคิดที่ว่ามันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ผมเหลือแต่ตัวเปล่าๆ กับจิตวิญญาณที่ไม่ยอมแพ้ ผมศึกษาทุกอย่างด้วยความมุ่งมั่น ลงมือทำตามที่ผู้บรรยายสอน ไม่มีระบบ ไม่มีผู้นำ ไม่ มีการเลียนแบบ ทำซ้ำ “ มีแต่พลังที่ออกมาจากจิตใต้สำนึกและจิตวิญญาณล้วนๆ ” เพราะ ตอนนั้นมันเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับธุรกิจเครือข่าย
ผมใช้เวลา 5 เดือนกับงานนี้มันทำให้ผมมีรายได้ หลักแสน รวมมีรายได้ล้านกว่าบาท ภายในหนึ่งปี มันเป็นความโชคดีอีกหรือเปล่านี่ ใช้เวลา 3 - 4 ปี กับการค้นหาคำตอบระหว่างวิศวกรกับนักขาย ใช้ เวลา 1 ปี กับเจ้าของกิจการ อะไรคือคำตอบที่แท้จริงกันแน่
เพียง ในระยะเวลา 1 ปี งานใหม่ของผมก็ทำรายได้ให้ผมแตะ 1 ล้าน ได้อย่างสวยงาม แต่แล้วความคิดที่จะเป็นเจ้าของกิจการก็ผุดขึ้นมาอีกจนได้ มันช่างเย้ายวนความรู้สึกอะไรผมเช่นนี้ แนวร่วมเก่าๆเริ่มเข้ามาเยือน ความหอมหวน หรือความเจ็บปวด
ไม่เข็ดหรอกครับ แต่คราวนี้ผมเริ่มมีสติมากขึ้น คราวที่แล้ว แสนกว่าๆ คราวนี้ซัก ใกล้ๆครึ่งล้านก็น่าจะพอนะ คิดทบทวนอยู่หลายวัน ตัดสินใจด้วยความรอบครอบ ทุกอย่างน่าจะไปได้ดี ประสบการณ์เพื่อนเราก็มีมากขึ้น ตกลงเริ่มธุรกิจส่วนตัวอีกครั้ง.................คุณคิดว่าจะเป็นอย่างไรต่อ ไป
ล้ม เหลวเหมือนเดิม....ครับ ถึงตรงนี้คุณจะทำเหมือนผมหรือเปล่านะ ไม่เข็ดซักที ไม่บ้าก็น่าจะเพี้ยน หรือไม่ก็สติแตกไปแล้ว ผม กลับไปทำงานประจำอีกครั้ง เนื่องจากธุรกิจเครือข่าย ที่ผมเคยทำยอดมันตกลงเรื่อยๆเนื่องจาก สินค้ามันไม่มีการใช้ซ้ำ เพราะมันคือที่นอนแม่เหล็ก มีอายุการใช้งาน 10 ปี แล้วผมจะไปขายใครเล่า อวสาน งานขายอีกแล้วหรือ ผมกลับไปช่วยพี่ชายทำงานที่โรงงานของเขา คิดว่าจะไม่ดิ้นรนอะไรอีกแล้ว อยู่ไปเรื่อยๆ เพราะที่อยู่ก็มีแล้วรถยนต์ก็มีแล้ว เก็บเงินไปเรื่อยๆ ก็อยู่ได้จนแก่ตายและแล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ผมถูกบีบให้ออกจากงาน เนื่องจากภาวะฟองสบู่แตกเมื่อปี 40 พี่ชายผมแท้ๆ สายเลือดเดียวกัน คุณว่านี่มันคืออะไร เพื่อปากท้องของครอบครัวเขา ผมไม่โกรธหรอก ผมเข้าใจความรู้สึกของเขาสวรรค์ แกล้ง หรือฟ้าลิขิต ถ้าผมผ่านไปไม่ได้ ก็จบ ผมไม่รู้จะไปสมัครงานที่ไหนอายุผมก็มากขึ้น สภาวะเศรษฐกิจล่มสลาย เงินเก็บเหลือแค่แสนกว่าบาท คำนวณแล้วอยู่ได้แค่ 4 เดือน ไม่รอดก็จบ
ผม ต้องสวมวิญญาณเจ้าของกิจการอีกครั้ง ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่มีคนจ้าง พยายามขายของทุกอย่าที่มีคนสนใจ ผมทำธุรกิจด้วยจิตใจจริงๆ ไม่มีรถ ไม่มีเงินทุน ไม่มีลูกค้า ผมไม่มีทางเลือก
คืนวันอันแสนสาหัส ผ่านไปด้วยความยากเข็น เจ็บปวดอ่อนแรง แล้วแสงรำไรก็เกิดขึ้นในถ้ำจริงๆ ผมผ่านมันมาได้
การค้าเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ผมได้งานจากลูกค้ามากขึ้น จากการเจรจาต่อรองที่ผมได้จากการขายที่ผมเคยทำเอาไว้กับลูกค้าเก่าๆ ปัจจุบันผมเริ่มที่จะมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ ผมพร้อมที่จะเกษียนในเวลาอีก 5 ปีข้างหน้าโดยที่ผมไม่ต้องทำอะไรแล้ว ถ้ามันไม่มีวิกฤตการที่เกินความคาดฝันเกิดขึ้นอีก
และแล้ว แนวร่วมของผมในอดีตก็ผ่านเข้ามาอีกครั้งในปัจจุบัน คุณ คิดว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไป เขาเอาอะไรมาให้ผมอีกแล้ว................เหมือนฝันกลางฤดูหนาวที่ตื่นขึ้น มาแล้วมีแต่ความอบอุ่น หรือฝันกลางฤดูร้อนที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบแต่ความหนาวเหน็บ
คุณ อยากรู้แล้วใช่ไหมว่ามันคืออะไร ทำไมผมถึงเรียกมันเช่นนี้
ผมพยายามหาคำตอบมาตลอดในเรื่องของเจ้าของกิจการ ว่าแท้ที่จริงแล้วมันควรจะทำหรือไม่ทำ 20 กว่าปีแล้วที่ผมผ่านมันมา ผมเรียนรู้ การเกิด และการดับของมัน ครั้งแล้วครั้งเล่า จากของผมเอง หรือของเพื่อนๆ แล้ววันนี้ผมพบคำตอบแล้ว ถ้าคุณโรเบิร์ด คิโยซากิ เขียนหนังสือ “ พ่อรวยสอนลูก ” ก่อน เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วผมคงไม่หลงทางขนาดนี้
แต่ถึงวันนี้คุณโชคดี กว่าผมมากนัก ที่มีคนเขียนหนังสือดีๆให้อ่าน ไม่ต้องหลงทางมา 20 กว่าปีเหมือนผม หรือไม่ก็ลองหาประสบการณ์ซัก 20 กว่าปีเหมือนผม หรืออาจจะน้อยกว่าก็ได้นะ
21:06 |
Posted in
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธุรกิจเครือข่าย
|
Read More »
MLM...ธุรกิจเครือข่ายเรียนรู้ก่อนที่จะล้มเหลว บทที่ 3
ศิลปะในการจะติดต่อกับผู้คน เป็นหลักการข้อแรกที่คุณจะต้องเรียนรู้
1. สิ่งที่ผู้อื่นต้องการเสมอ.......คุณต้องเรียนรู้
คุณเคยสังเกตไหม ว่าคนเราทุกคนนั้น มีความพร้อมที่จะให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ กับผู้อื่นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องเกี่ยวกับงาน ผมจะนำบางตอนของหนังสือ Strategy in handling people มาขยายความในเรื่อง นี้
ในการต่อสู้ดิ้นรน เพื่อดำเนินชีวิตนั้น เบนจมิน แฟรงคลิน ได้ใช้วิธีอันชาญฉลาด สามารถที่จะขจัดอุปสรรค ให้ผ่านพ้นจากวิถีทางของตน ไปได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว คุณเชื่อหรือไม่ ว่า เพียงชั่วข้ามคืน แฟรงคลินได้เปลี่ยนความเป็นศัตรูของบุคคล คนหนึ่งให้กลายเป็นมิตรสนิทใจกับเขาได้
เหตุการณ์นี้ เมื่อครั้งที่แฟรงคลินยังเป็นหนุ่ม เขาเพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นเลขารัฐสภาอีกสมัยหนึ่ง แต่ทว่าก่อนลงคะแนนเสียงเลือกเขาเข้ามานั้น ได้มีสมาชิกสภาผู้หนึ่ง กล่าวประณามเขา อย่างมากมายรุนแรง และยืดยาว
อย่างไรก็ตาม ในที่สุดเขาก็ได้รับเลือกอยู่ดี เป็นผลให้สมาชิกสภาผู้นั้น ยิ่งเกิดความไม่พอใจยิ่งขึ้น แฟรงคลิน รู้สึกกลุ้มใจมาก ที่ต้องพบกับศัตรู โดยที่ไม่ได้คาดหมายมาก่อน เขาได้เล่าไว้ในหนังสือประวัติชีวิตของเขาเอง
“ ผมเองนั้น ไม่ชอบการทำตัวเป็นปรปักษ์กับใคร โดยเฉพาะกับสมาชิกสภา ผู้มีความมั่งคั่ง เฉลียวฉลาด และการศึกษาที่ดีเยี่ยมเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับความเป็นผู้มีอิทธิพลของเขาในรัฐสภาแห่งนี้ แต่ในขณะเดียวกันผมก็ไม่ชอบประจบเอาใจใคร นอบน้อมอย่างเกินควร ผมจึงใช้วิธีการหนึ่ง
คือผมได้ทราบมาว่า ในห้องสมุดส่วนตัวของเขานั้น มีหนังสือที่ดีมากมาย หายากอยู่เล่มหนึ่ง ผมเขียนจดหมายไปถึงเขาว่า ผมใคร่ขอที่จะได้อ่านหนังสือเล่มนั้นอย่างเหลือเกิน ขอให้เขากรุณาให้ผมยืม สัก 2-3 วัน จะเป็นพระคุณยิ่ง
ซึ่งเขาก็ได้จัดการ ส่งหนังสือเล่มนั้นมาให้ผมทันที แล้วผมก็ส่งคืนเขาภายในสัปดาห์เดียว พร้อมด้วยจดหมายแสดงความขอบคุณ อย่างจริงใจ ต่อความเอื้อเฟื้อในครั้งนี้
หลังจากนั้นเมื่อ เราพบกันที่รัฐสภา เขาก็เข้ามาพูดกับผม ทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน และด้วยความสุภาพอ่อนโยนอย่างยิ่ง และต่อจากนั้นเขาก็แสดงท่าทีว่า ยินดีที่จะสนับสนุนผมในทุกกรณี ซึ่งตรงจุดนี้เองทำให้เรากลายมาเป็นเพื่อนรักกัน จนถึงนาทีสุดท้ายที่เขาลาจากโลกนี้ไป ”
คุณเคยสงสัยหรือ ไม่ ทำไมความเกลียดชัง ของสมาชิกรัฐสภาผู้นั้น ที่มีต่อแฟรงคลิน จึงหายไปอย่างรวดเร็ว
ถ้าเราจะมองในแง่การแสดงละคร จะเห็นว่า แฟรงคลิน ทำให้ชายคนนั้น มีความรู้สึกว่า ตัวเองได้เป็นพระเอก โดยแสดงบทของผู้ซึ่งมีใจอารี ในขณะที่ แฟรงคลิน แสดงบทของคนที่มาขอความช่วยเหลือ ซึ่งเท่ากับว่า
“เขาทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง มีความรู้สึกว่า ตัวเองมีสิ่งที่เหนือกว่า และเป็นบุคคลที่มีความสำคัญ”
ถ้าเป็นนักจิตวิทยาก็จะกล่าว่า เป็นเพราะ แฟรงคลิน ได้ช่วยยกตัวตนของบุคคลผู้นั้นขึ้นไว้ที่สูง
คำว่า “ตัวตน” นี้ นักจิตวิทยาอธิบายว่า “คือความ คิดที่เข้าข้างตัวเองอยู่ตลอดเวลา”
พูดง่ายๆก็คือ มองเห็นแต่ความสำคัญของตัวเอง หรือตีราคาตัวเองสูง
และความปรารถนาที่รุนแรงที่สุด ของมนุษย์เราก็คือต้องการที่จะดำรงความเป็น “ตัวตน” นั้นไว้อย่างมั่นคงที่สุด เท่าที่จะทำได้
คุณจะสังเกตเห็น ได้ว่า เมื่อใดก็ตาม ที่เราแสดงความยกย่องนับถือในใคร เราจะได้ไมตรีจากเขาเป็นการตอบสนอง ทั้งนี้เพราะเราทำให้เขาได้บังเกิดความพึงพอใจในฐานะแห่ง “ตัวตน” ของตน ซึ่งถ้าเราสามารถที่จะประยุกต์มัน และนำมาใช้กับชีวิตประจำวันของคุณแล้ว เราจะประสพความสำเร็จมากมายนัก
คุณเคยสังเกตบ้างหรือไม่ว่า ทำไมคุณจึงรู้สึกอิ่มใจ ในทุกครั้ง ที่ได้ให้ความช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งผู้รับก็เพียงแต่แสดงความขอบคุณเราเท่านั้น
และทำไมในทางตรง กันข้าม หลายต่อหลายครั้ง ที่เราอยากจะหลบลี้หนีหน้าคนที่เราเป็นหนี้บุญคุณของเขา
คำตอบก็คือ.......
เมื่อเราให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อื่นนั้น ความเป็นตัวตนของเราจะถูกยกให้สูงขึ้น แต่เมื่อเรารับความช่วยเหลือจากผู้อื่น เราจะมีความรู้สึกว่า ตัวตนของเราถูกลดค่าลง
หลักประการหนึ่ง ซึ่งบุคคลสำคัญทั้งหลายเคยนำมาใช้อย่างได้ผลแล้วก็คือ เมื่อเขาให้ความช่วยเหลือกับใครก็ตาม เขาจะพูดให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า มันเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ควรจะถือเป็นบุญคุณที่ต้องนำมาใช้ คืน
การที่ทำเช่นนี้ ก็เพื่อมิให้ฝ่ายที่ขอรับความช่วยเหลือ บังเกิดความละอายใจ และเท่ากับเป็นการกระตุ้นทางอ้อม ให้ผู้รับ ได้หันมาตอบแทนเขาอย่างเต็มสติกำลังในโอกาสต่อไป
การขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น เป็นหนทางที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหา ระหว่างกันได้อยู่เสมอ ซึ่งถ้าเราขอร้องในสิ่งที่ตรงกับความสนใจของเขาแล้ว เขาก็จะสนองตอบเราด้วยความยินดีอย่างยิ่ง
ถึงตรงนี้คุณพอจะ มองเห็นคำตอบอย่างชัดเจนแล้วว่าทำไมคนเราจึงไม่ชอบงานขาย เพราะการที่เราเที่ยวออกไปขาย การไปขอให้เขาซื้อสินค้าของเรา เหมือนกับขอให้เขา ช่วยเรา นั่นหมายถึง “การได้ลดค่า ตัวตนของเขาลงมา ” ทำให้เขารู้สึกอึดอัดไม่อยากและไม่ชอบที่จะทำแบบ นั้น
ถ้าอย่างนั้นการ ขายอย่าง 7-11 , KFC หรือขายสินค้าในห้างสรรพสินค้าหละ นั่นไม่ใช่งานขาย มันเป็นเพียง งานบริการ ที่ทางบริษัทต่างๆเหล่านั้นได้จัดเตรียมระบบ และแผนการตลาดในการขายไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว พนักงานที่อยู่ในร้านเพียงแต่ให้การต้อนรับ และบริการเป็นอย่างดีก็จบแล้ว
00:11 |
Posted in
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธุรกิจเครือข่าย
|
Read More »
กฎ ขั้นพื้นฐานแห่งธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์....
ถึงตรงนี้ผมจะบอกคุณเกี่ยวกับความจริงอะไรบางอย่างที่ใครหลายๆคน ได้ลืมมันไปแล้ว หรือบางคนอาจะไม่เคยรู้จักมันมาก่อนเลยก็ได้ คุณรู้ไหมมีความจริงที่ว่ามนุษย์เรา มีเหตุผลในการกระทำสิ่งต่างทุกการกระทำบนโลกนี้ มี เพียง 2 เหตุผลที่แท้จริงก็คือ
1. ทำเพื่อหลีกหนีจากความกลัว และความเจ็บปวด
2. ทำเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่พึงปรารถนา และความสำเร็จ
คุณคิดว่าอะไรเป็นเหตุผลแรกที่มนุษย์ตัดสินใจ ทำ คุณมักจะพบอยู่เสมอกับร่องลอยของมันรอบๆตัวคุณ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ มันโอบล้อมคุณไว้โดยที่คุณไม่รู้ตัวมาก่อนเสียด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นบทเพลงอันแสนเศร้า บทความอันแสนเหงา ใจคุณจะสัมผัสมันก่อนเสมอโดยไม่รู้ตัว ถ้าคุณไม่เชื่อ คุณก็ลองนั่งฟังเพลงเศร้าๆ กับเพลงปลุกใจ คุณว่าคุณจะสัมผัสกับความรู้สึกใดได้ง่ายกว่ากัน
ผมเชื่อว่าคุณคงได้คำ ตอบแล้วนะ เพราะฉะนั้นถ้าคุณเข้าใจเหตุผลอันถ่องแท้แล้ว ที่สำคัญเราจะนำเหตุผลอันนี้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างไรกับธุรกิจของคุณต่างหาก
คราวนี้ผมจะบอกให้ว่า ความกลัวที่ติดตัวคุณที่ว่านี้มีกี่แบบ
นโปเลียน ฮิลล์ เคยกล่าวไว้ในหนังสือ Think and grow rich ว่า
ความกลัวอัน สำคัญของคนเรานั้นมีอยู่ด้วยกัน 6 ประการ และบางประการเมื่อรวมกันเข้าแล้ว ก็สามารถจะสร้างความทุกข์อันยิ่งใหญ่ให้แก่ชีวิตมนุษย์ได้ ซึ่งมีดังต่อไปนี้
ความกลัวจากความยากจน
กลัวการถูกวิพากษ์วิจารณ์
กลัวสุขภาพทรุดโทรม
กลัวการสูญเสียความรัก
กลัวความชรา
กลัวความตาย
ซึ่ง 3 ประการแรก นั้นเป็นความกลัวที่แฝงฝังอยู่ในจิตใจของบุคคลที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง ส่วนความกลัวที่อยู่ในขั้นต่อมานั้นมีความสำคัญน้อยกว่า
แท้ที่จริง ความกลัวเป็นสภาวะจิตอย่างหนึ่งซึ่งมิได้มีความสลักสำคัญแต่ประการใด เราสามารถจะบังคับและควบคุมมันได้
มนุษย์เรานั้น ไม่สามารถจะสร้างสิ่งใดขึ้นมา ได้ “ โดย ที่มิได้เห็นรูปร่างที่ผ่านมาทางแรงกระตุ้นของความคิดเสียก่อน ” แรงกระตุ้นนี้จะลงมือ ปฏิบัติงานของ มันทันที เพื่อเปลี่ยนแปรตัวของมันเอง ให้เป็นสิ่งที่มีรูปร่างขึ้นมา ไม่ ว่าจะเป็นความคิดที่สมัครใจหรือไม่ก็ตาม
และแรงกระตุ้นทาง ความคิดที่ได้มาจากคนอื่นนั้น สามารถที่จะกำหนดฐานะทางด้านการเงิน งาน อาชีพ หรือจุดหมายปลายทางด้านสังคมของเราได้ เช่นเดียวกับแรงกระตุ้นของความคิดที่เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจ
การที่กล่าวเช่นนี้ ก็เพื่อจะแสดงข้อเท็จจริงให้ท่านได้เห็นถึงความสำคัญประการหนึ่งว่า ทำไมคนบางคนจึง “ โชคดี ” ในขณะที่คนอื่น ซึ่งมีความสามารถ มีการศึกษา มีความชำนาญ สมรรถภาพในการใช้ความคิดเท่าเทียมกันจึง “ โชคร้าย ” กว่า
ซึ่งการที่เป็น เช่นนี้พอที่จะอธิบายได้ว่า ..... คนเราทุกคนนั้น สามารถที่จะควบคุมจิตใจของตนเองไว้ได้ทั้งสิ้น สามารถที่จะเปิดจิตใจของตนเองออกรับความคิดจากใครก็ได้ หรือปิดไว้ ยอมรับเฉพาะแต่แรงกระตุ้นที่เกิดขึ้นในจิตใจของตนเองเท่านั้นก็ได้
สิ่งเดียวที่ธรรมชาติ ได้มอบให้แก่มนุษย์เพื่อการควบคุมคือ ความคิด ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์สร้างขึ้น จึงก่อตัวขึ้นจากรูปในความคิดทั้งสิ้น ขณะเดียวกัน ท่านก็จะต้องควบคุมความกลัวที่เกิดขึ้นด้วย เมื่อความคิดของเราโน้มเอียงไปในทางก่อรูปร่างขึ้น
ความจริงที่เท่าเทียม กันอีกประการหนึ่ง ก็ คือแรงกระตุ้นของความคิดเกี่ยวกับความกลัว และล้มเหลว ไม่สามารถแปรรูปให้ไปเป็นความกล้าหาญ หรือความสำเร็จ
ความกลัว,ความล้มเหลว และ ความกล้าหาญ,ความสำเร็จเปรียบเสมือนถนน 2 สายที่อยู่ในทิศทางตรงกันข้าม ถ้าท่านต้องการความสำเร็จ ท่านก็ต้องปฏิเสธสิ่งแวดล้อมที่จะนำไปสู่ความล้มเหลวหรือความกลัว
ผมจะหยิบยกตัวอย่างที่มองให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
นายแพทย์ผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ได้กล่าวว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของคนไข้ที่ไปพบหมอนั้น ต่างเป็นโรค “คิดว่าตนเองเจ็บป่วย” ทั้งๆที่ไม่มีสาเหตุที่จะต้องกลัวเลย เพียงแต่เกรงว่าจะเกิดอาการของโรค ที่ตนเองกลัวอยู่ขึ้นมาจริงๆเท่านั้น
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า จิตใจของคนเรานั้นมีพลัง และอานุภาพทั้งในทางบวกและทางลบ
จากการทดลองที่กระทำติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปี ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า มนุษย์เรา อาจจะกลายเป็นคนเจ็บป่วยได้ตามความนึกคิดของตน
ทดลองด้วยวิธี ใช้คน 3 คน ที่รู้จักชอบพอกับผู้ที่ใช้ทำการทดลอง โดยให้เข้ามาเยี่ยมทีละคน และให้แต่ละคน ตั้งคำถามที่เหมือนๆกันว่า “ คุณเป็นอะไรหน้าตาดูไม่ค่อยสบาย ”
คำตอบ สำหรับผู้ตั้งคำถามคนแรก จะเป็นคำตอบที่ไม่สะทกสะท้านว่า “ เปล่าไม่ได้เป็นอะไรสบายดี ”
ซึ่ง เมื่อคนที่ 2 ถามด้วยคำถามเดียวกัน เขาก็ได้รับคำตอบว่า “ ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร เพียงแต่รู้สึกไม่ค่อยสบาย ”
และ เมื่อคนที่ 3 เข้ามาถาม เขาก็ได้รับคำตอบ ซึ่งเป็นการรับอย่างไม่อ้อมค้อมว่า “ เขารู้สึกไม่สบายขึ้นมาจริงๆ ”
กระแสความสั่นสะเทือน ของความกลัว จะผ่านจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่งอย่างรวดเร็ว และแน่นอน
บุคคลที่แสดงความหมาย ไม่ว่าจะเป็นโดยคำพูด หรือโดยการแสดงออก ถึงความคิดในทางลบ เขาก็ได้ผลในทางลบกลับมา
ความกลัวเป็นสภาวะ จิตอย่างหนึ่งซึ่งเกิดจากความคิดของตัวเราเองก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างอย่าง เงียบๆ ฝังอยู่ในจิตใจโดยเราไม่รู้ตัว ดังนั้นเราควรที่จะเรียนรู้หรือค้นหาความกลัวที่ซ่อนอยู่ในจิตใจลึกๆของเรา เสียก่อนเพื่อขจัดความกลัวนั้นทิ้งไป
คุณกำลังสงสัยอยู่ใช่ ไหมว่าผมกำลังจะชี้ให้คุณเห็นถึงอะไร คุณมีความกลัวสิ่งต่างๆเหล่านี้อยู่ใช่ไหม ถ้าคุณกลัว ผู้มุ่งหวังของคุณก็มีความกลัวเช่นกัน เพราะฉะนั้นคุณต้องขจัดความกลัวของคุณออกก่อน ก่อน ที่คุณจะไปทำให้เขาหลีกหนีจากความกลัวและความเจ็บปวด คุณรู้ไหมความกลัวและความเจ็บปวดของคนในธุรกิจเครือข่ายนั้นคืออะไร การถูกปฏิเสธ การถูกเบี้ยวนัดบ่อยๆ และก็หารายชื่อผู้มุ่งหวังใหม่ๆไม่ได้
ธรรมชาติของคนทั่วๆไป ไม่ชอบงานขาย เพราะคนเราชอบซื้อมากกว่าชอบถูกขาย
ธรรมชาติของคนทั่วๆไป ชอบงานประจำมากกว่างานชั่วคราว เพราะมั่นคงทางรายได้
จากสองประโยคข้างต้น คุณก็พอจะมองออกแล้วสินะว่ามันคืออะไร เพราะความมีตัวตนของคนจึงชอบที่จะเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือมากกว่าผู้รับความ ช่วยเหลือ สำหรับเหตุผลที่แท้จริงของประโยคแรก ส่วนอีกประโยคหนึ่งนั้นคนต้องการดำรงไว้ซึ่งตัวตนของตัวเอง นี่คือธรรมชาติของคนล้วนๆเลย
การมีตัวตนและการดำรงไว้ซึ่งตัวตนเป็นกฎขั้น พื้นฐานแห่งธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์
คราวนี้คุณก็คงจะค้น พบอะไรบางอย่างที่จะทำให้งานของคุณง่ายขึ้นแล้วใช่ไหม ถ้าจะให้กระจ่างขึ้น ก็คือ
งานของคุณต้องรู้ถึง ความเจ็บปวดที่แท้จริงของผู้มุ่งหวังของคุณ แล้วคุณจะมีวิธีไหนที่ทำให้เขาก้าวเข้ามาอย่างไม่เจ็บปวดอีก เพื่อที่จะทำให้เขาประสพความสำเร็จโดยเร็ว
แต่ก่อนคุณจะมาถึง ขั้นนี้ได้คุณต้องหมั่นฝึกฝน เรียนรู้ถึงหลักการต่างๆอย่างชาญฉลาด ซึ่งในองกรของคุณอาจจะไม่ได้มีการสอนเลย
คุณกำลังสงสัยอยู่ใช่ไหมว่าหลักการดังกล่าวมัน คืออะไร จะเชื่อถือได้ขนาดไหน ผมถือดีอย่างไรมาบอกคุณ หลักการต่อจากนี้ไปผมไม่ได้เขียนขึ้นมาเอง เพียงแต่ว่า ผมได้ศึกษาและได้ลองปฏิบัติ ลองแล้ว ลองอีก สอบถามจากผู้ที่เคยทำมาแล้วในหลากหลายๆธุรกิจ จากการอ่านตำราหลากหลายที่มีอยู่ ทั้งในและต่างประเทศ รวบรวมมาให้คุณ ได้เป็นส่วนช่วยในความสำเร็จของคุณ คุณไม่ต้องเชื่อผมก่อนก็ได้ ผมอยากให้คุณได้อ่านและคิดก่อนลงมือทำ เพราะผมเชื่อในความคิดของคุณ
นอกจากกฎพื้นฐานแห่ง ธรรมชาคติที่แท้จริงของมนุษย์แล้ว หลักการที่คุณจะได้เรียนรู้ นอกจากจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ เกี่ยวกับธุรกิจของคุณแล้วยังสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดีใน ทุกๆด้าน
ศิลปะการติดต่อกับผู้ คนหลักการที่ต้องเรียนรู้
ซึ่ง ในที่นี้ผมจะบอกถึงหัวข้อที่เป็นหลักใหญ่ๆ 3 ข้อดังต่อไปนี้
1. สิ่ง ที่ผู้อื่นต้องการเสมอ........คุณต้องเรียนรู้อย่างเข้าใจ
2. ให้ ผู้อื่นเป็นฝ่ายพูด.............เมื่อเขาพูดจบเขาจะฟังคุณพูด
3. คำ ตอบรับ.........................คือเคล็ดลับแห่งความสำเร็จ
หลัก 3 ข้อที่คุณจะได้เรียนรู้ในลำดับต่อไป ผมเชื่อว่าคุณต้องเรียนรู้วิธีการต่างๆได้อย่างชาญฉลาดและสามารถนำมันไปใช้ ได้อย่างดีเยี่ยมกับงานของคุณ
ที่จริงแล้วเนื้อหา เกี่ยวกับเรื่องความกลัวนั้น เป็นรายละเอียดที่น่า สนใจเป็นอย่างมาก ผมจะหยิบยกเรื่องนี้มาให้เรียนรู้อีกอย่างละเอียดในภาคสุดท้าย ของบทเรียนนี้
ที่มา http://www.oknation.net
21:29 |
Posted in
ธุรกิจเครือข่าย
|
Read More »
วันนี้ไปอ่านเจอบทความดีๆเกี่ยวกับ ธุรกิจเครือข่ายเลยเอามาให้อ่านกันครับ
MLM...ธุรกิจเครือข่าย เรียนรู้ก่อนที่จะล้มเหลว บทที่ 1
คุณคิดว่า คุณกำลังทำอะไรอยู่ ธุรกิจเครือข่าย (MLM) หรือ งานขาย ?
ทั้งๆที่คุณยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า คนที่คุณ ไปชวน ไปแนะนำสินค้า หรือเสนอแผนการตลาดที่สร้างรายได้ ได้ยอดเยี่ยม
เขาได้ส่งสัญญาณอะไร บางอย่างที่เขาต้องการให้คุณรู้ แต่คุณก็มองข้ามมัน ไป แล้วคุณก็ไม่รู้ด้วยว่า เขาคิดอย่างไรหรือต้องการอะไร “ซึ่ง มันเป็นคำตอบที่แท้จริง ไม่ใช่คำตอบที่ฟังดูดีในสาย ตาคนทั่วไป “
เคยไหมบางครั้ง ที่คุณไปพบผู้มุ่งหวังที่เพื่อนของคุณแนะนำมา ไป นั่งฟังเขาพูดตลอดการสนทนา ใช้ เวลาเกือบทั้งหมดฟังแต่สิ่งที่เขาพูด โดยที่คุณแทบไม่ได้พูดอะไรเลย แต่พอคุณกลับไป เขากลับไปบอกให้ เพื่อนของคุณทราบว่า "คุณเป็นคนพูดเก่ง" ทั้งๆที่ คุณแทบไม่ได้พูดอะไรเลย
หรืออีกกรณีหนึ่ง คุณไปพบผู้มุ่งหวังของคุณ พอเขาคุยกับคุณโดยเปิดโอกาสให้คุณพูดเป็นส่วนใหญ่ คุณก็เอาแต่พูดโดยที่ผู้มุ่งหวังแทบไม่ได้พูดอะไรเลย พอคุยเสร็จเขาก็ไม่มีคำตอบอะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับสิ่งที่ คุณพูด หรือพยายาม หาเหตุผลที่ฟังให้ดูดีบอกกับคุณ เพื่อปฏิเสธสิ่งที่คุณเสนอแล้วก็ ลากลับ
หลักการง่ายๆคุณยังไม่เข้าใจ เลย....แล้วคุณจะไปชวนใครมาทำธุรกิจร่วมกับคุณ
ทั้งๆที่คุณยังไม่รู้ว่าจะขายอะไรให้กับเขา คุณคิดว่า “ สินค้าของคุณ หรือว่า แผนการตลาดที่ยอดเยี่ยม ที่จ่ายผลตอบแทนสูง ”
ถ้าคุณอยากทำให้ธุรกิจของคุณ หรืองานของคุณ เจ็บปวดน้อยลง ไม่ต้องถูกปฏิเสธหรือ เบี้ยวนัด ซ้ำแล้วซ้ำอีก
คุณจงทำความเข้าใจในเรื่องนี้เสียก่อน.............
มีความจริงบางอย่างที่คุณมองข้าม เพราะมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการพรีเซ้นส์ที่ยอดเยี่ยมของคุณหรอก แต่คุณควรจะเข้าใจเสียก่อนว่า
ผู้มุ่งหวังของคุณคือใคร? มีความต้องการอะไร? ก่อนที่คุณจะขายอะไรให้กับเขา หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ หากคุณต้องการขายอะไรให้กับผู้มุ่งหวังของคุณ คุณต้องสามารถหาเหตุผลในการซื้อนั้นๆ ให้ได้ก่อน
คุณคิดว่า Up Line ระดับสูงชั้นแนวหน้าของประเทศไทย ในธุรกิจเครือข่าย (MLM) เคย Sponsor คนมาแล้ว คนๆนั้นอาจไม่ประสพผลสำเร็จเลย ทั้งๆที่พยายามเลียนแบบผู้นำคนนั้น ทำซ้ำ ทำแล้ว ทำอีก
สิ่งที่คุณถูกสอนมาในธุรกิจเครือข่ายแบบเดิมๆนั้นเป็นสิ่งที่ เลียนแบบทำซ้ำไม่ได้ ความจริงแล้วธุรกิจนี้จะถูกเลียนแบบทำซ้ำได้ไม่ถึง 100 % สักที มีคนจำนวน 95 % ที่เสียเงินไปมากกว่าได้เงิน มีเพียง 5 % เท่านั้นที่สำเร็จ แล้วคุณคิดว่าจะเลียนแบบทำซ้ำตามวิธีของพวกเขาอีกหรือ?
จะมีผู้นำซักกี่คนตระหนักในเรื่องนี้ หรือเขาอาจจะมองข้ามมันไปเลยก็ได้ ผลที่ได้ก็คือความล้มเหลวและเจ็บปวดของคุณ เขาก็ เพียงแต่บอกว่าคุณทำได้ คุณทำได้ แต่ถ้าคุณเป็นส่วนหนึ่งของ 5 % ที่ประสพความสำเร็จ........ก็ลืม เรื่องนี้ไปซะ.........
ผมเชื่อว่า สิ่งต่างเหล่านี้คุณต้องเคยทำมาแล้ว
- เข้าประชุมทุกครั้งที่มีการประชุม
- จดทุกรายละเอียดของข้อดีของผลิตภัณฑ์
- โทรนัดหมาย,หารายชื่อผู้มุ่งหวังด้วยวิธีการต่างๆ, ตอบข้อโต้แย้งต่างๆ ,
- ชวนเพื่อน ญาติ เข้าฟังการบรรยาย อื่นๆอีกมากมาย
“ผลที่ได้รับ sponsor ใครไม่ได้เลย หรือ สมัครแล้วแต่ก็ไม่สามารถขยายเครือข่ายได้“
ที่จริงสิ่งที่ผมจะบอกคุณมันไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรหรอก เพียงแต่ว่ามันถูกลืมไปนานแล้ว นอกจากมันจะสามารถใช้ในธุรกิจเครือข่ายได้เป็นอย่าดีแล้ว มัน ยังสามารถใช้ในธุรกิจอื่นๆอีกมากมาย คุณจะได้พบว่า สิ่งที่ผมจะบอกคุณนั้นมันได้ถูกใช้มานานอยู่แล้วในธุรกิจทั่วไป แต่มันไม่เคยถูกสอนเลยในธุรกิจเครือข่าย เพราะผู้นำของคุณไม่แน่ใจว่า “มันจะ เลียนแบบทำซ้ำได้ ”
คุณเคยเห็นคนใหม่ๆที่เข้ามาในธุรกิจนี้ เริ่มต้นมักจะมาจากอารมณ์ของความตื่นเต้น และเมื่อเขาได้รับคำปฏิเสธ เบี้ยวนัด จากผู้มุ่งหวังซ้ำซาก ระดับอารมณ์ของเขาก็วูบลงเรื่อยๆจนแทบจะเป็นศูนย์ แล้วก็อาจจะเลิกไปก่อนที่จะสำเร็จ
มีคำกล่าวอย่างบ่อยครั้งในอุตสาหกรรมนี้ว่า “ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ เป็นการกระทำที่ปราศจากอารมณ์ ” เพราะ “ มีเพียงเหตุผลเท่านั้น ที่จะทำให้คุณไม่เลิกก่อนที่คุณจะสำเร็จ”
มาถึงตรงนี้คุณก็คงจะงง หละซิ ว่าทำไม ไม่ให้ใช้อารมณ์
ทั้งๆที่อารมณ์มันจะมีแรงผลักดันที่เหนือเหตุผลหลายเท่า ซึ่งคุณมักจะได้รับความรู้สึกทางด้าน อารมณ์จากการประชุมใหญ่ขององกรที่คุณร่วมอยู่ หรือฟังตัวอย่างผู้ประสพความสำเร็จในองกรของคุณเอง คุณมักจะทำมันโดยปราศจากความหมดกำลังใจ มีแต่ความตื่นเต้น และความหวัง
แล้วถ้าคุณไม่สามารถเติมเต็มทางด้านอารมณ์ได้ตลอดเวลาหละ อะไรจะทำให้คุณก้าวต่อไปข้างหน้าได้เล่า
ผมเคยอยู่ในสภาวะเช่นนี้มาก่อน เข้าประชุมใหญ่ประจำสัปดาห์ เข้าประชุมใหญ่ประจำเดือน ฟังผู้ประสพความสำเร็จ เล่าถึงวิธีการต่างๆก็แล้วยังคิดที่จะเลิกทำแล้วจากไปจากธุรกิจนี้แบบเงียบๆ
ถ้าคุณคิดดูให้ดีๆ ว่า ธุรกิจเครือข่ายที่คุณกำลังทำอยู่นี้ “ แท้ที่จริงมันคือการเป็นเจ้าของธุรกิจ ” น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ จึงไม่แปลกที่ว่าทำไมพวกเขาจึงจากไป เพียงเพราะอารมณ์
ถ้าคุณสามารถเรียนรู้ศิลปะการชนะใจคน การ ใช้เหตุผล กับความกระตือรือร้นอย่างต่อเนื่อง
แล้วถ้าคุณสามารถเรียนรู้มันอย่าชาญ ฉลาด มันสามารถทำให้คุณประสพความสำเร็จได้อย่าง ง่ายดายในทุกๆด้าน
“ ผมขอย้ำ คุณต้องหมั่นเรียนรู้และฝึกฝนมันอย่างหนักแล้วมันจะตอบแทนคุณในทุกๆด้านด้วย ความสำเร็จ ”
ที่มา http://www.oknation.net/blog/magic-secret
21:30 |
Posted in
ธุรกิจเครือข่าย
|
Read More »