MLM...ธุรกิจเครือข่ายเรียนรู้ก่อนที่จะล้มเหลว บทที่ 3
MLM...ธุรกิจเครือข่ายเรียนรู้ก่อนที่จะล้มเหลว บทที่ 3
ศิลปะในการจะติดต่อกับผู้คน เป็นหลักการข้อแรกที่คุณจะต้องเรียนรู้
1. สิ่งที่ผู้อื่นต้องการเสมอ.......คุณต้องเรียนรู้
คุณเคยสังเกตไหม ว่าคนเราทุกคนนั้น มีความพร้อมที่จะให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ กับผู้อื่นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องเกี่ยวกับงาน ผมจะนำบางตอนของหนังสือ Strategy in handling people มาขยายความในเรื่อง นี้
ในการต่อสู้ดิ้นรน เพื่อดำเนินชีวิตนั้น เบนจมิน แฟรงคลิน ได้ใช้วิธีอันชาญฉลาด สามารถที่จะขจัดอุปสรรค ให้ผ่านพ้นจากวิถีทางของตน ไปได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว คุณเชื่อหรือไม่ ว่า เพียงชั่วข้ามคืน แฟรงคลินได้เปลี่ยนความเป็นศัตรูของบุคคล คนหนึ่งให้กลายเป็นมิตรสนิทใจกับเขาได้
เหตุการณ์นี้ เมื่อครั้งที่แฟรงคลินยังเป็นหนุ่ม เขาเพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นเลขารัฐสภาอีกสมัยหนึ่ง แต่ทว่าก่อนลงคะแนนเสียงเลือกเขาเข้ามานั้น ได้มีสมาชิกสภาผู้หนึ่ง กล่าวประณามเขา อย่างมากมายรุนแรง และยืดยาว
อย่างไรก็ตาม ในที่สุดเขาก็ได้รับเลือกอยู่ดี เป็นผลให้สมาชิกสภาผู้นั้น ยิ่งเกิดความไม่พอใจยิ่งขึ้น แฟรงคลิน รู้สึกกลุ้มใจมาก ที่ต้องพบกับศัตรู โดยที่ไม่ได้คาดหมายมาก่อน เขาได้เล่าไว้ในหนังสือประวัติชีวิตของเขาเอง
“ ผมเองนั้น ไม่ชอบการทำตัวเป็นปรปักษ์กับใคร โดยเฉพาะกับสมาชิกสภา ผู้มีความมั่งคั่ง เฉลียวฉลาด และการศึกษาที่ดีเยี่ยมเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับความเป็นผู้มีอิทธิพลของเขาในรัฐสภาแห่งนี้ แต่ในขณะเดียวกันผมก็ไม่ชอบประจบเอาใจใคร นอบน้อมอย่างเกินควร ผมจึงใช้วิธีการหนึ่ง
คือผมได้ทราบมาว่า ในห้องสมุดส่วนตัวของเขานั้น มีหนังสือที่ดีมากมาย หายากอยู่เล่มหนึ่ง ผมเขียนจดหมายไปถึงเขาว่า ผมใคร่ขอที่จะได้อ่านหนังสือเล่มนั้นอย่างเหลือเกิน ขอให้เขากรุณาให้ผมยืม สัก 2-3 วัน จะเป็นพระคุณยิ่ง
ซึ่งเขาก็ได้จัดการ ส่งหนังสือเล่มนั้นมาให้ผมทันที แล้วผมก็ส่งคืนเขาภายในสัปดาห์เดียว พร้อมด้วยจดหมายแสดงความขอบคุณ อย่างจริงใจ ต่อความเอื้อเฟื้อในครั้งนี้
หลังจากนั้นเมื่อ เราพบกันที่รัฐสภา เขาก็เข้ามาพูดกับผม ทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน และด้วยความสุภาพอ่อนโยนอย่างยิ่ง และต่อจากนั้นเขาก็แสดงท่าทีว่า ยินดีที่จะสนับสนุนผมในทุกกรณี ซึ่งตรงจุดนี้เองทำให้เรากลายมาเป็นเพื่อนรักกัน จนถึงนาทีสุดท้ายที่เขาลาจากโลกนี้ไป ”
คุณเคยสงสัยหรือ ไม่ ทำไมความเกลียดชัง ของสมาชิกรัฐสภาผู้นั้น ที่มีต่อแฟรงคลิน จึงหายไปอย่างรวดเร็ว
ถ้าเราจะมองในแง่การแสดงละคร จะเห็นว่า แฟรงคลิน ทำให้ชายคนนั้น มีความรู้สึกว่า ตัวเองได้เป็นพระเอก โดยแสดงบทของผู้ซึ่งมีใจอารี ในขณะที่ แฟรงคลิน แสดงบทของคนที่มาขอความช่วยเหลือ ซึ่งเท่ากับว่า
“เขาทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง มีความรู้สึกว่า ตัวเองมีสิ่งที่เหนือกว่า และเป็นบุคคลที่มีความสำคัญ”
ถ้าเป็นนักจิตวิทยาก็จะกล่าว่า เป็นเพราะ แฟรงคลิน ได้ช่วยยกตัวตนของบุคคลผู้นั้นขึ้นไว้ที่สูง
คำว่า “ตัวตน” นี้ นักจิตวิทยาอธิบายว่า “คือความ คิดที่เข้าข้างตัวเองอยู่ตลอดเวลา”
พูดง่ายๆก็คือ มองเห็นแต่ความสำคัญของตัวเอง หรือตีราคาตัวเองสูง
และความปรารถนาที่รุนแรงที่สุด ของมนุษย์เราก็คือต้องการที่จะดำรงความเป็น “ตัวตน” นั้นไว้อย่างมั่นคงที่สุด เท่าที่จะทำได้
คุณจะสังเกตเห็น ได้ว่า เมื่อใดก็ตาม ที่เราแสดงความยกย่องนับถือในใคร เราจะได้ไมตรีจากเขาเป็นการตอบสนอง ทั้งนี้เพราะเราทำให้เขาได้บังเกิดความพึงพอใจในฐานะแห่ง “ตัวตน” ของตน ซึ่งถ้าเราสามารถที่จะประยุกต์มัน และนำมาใช้กับชีวิตประจำวันของคุณแล้ว เราจะประสพความสำเร็จมากมายนัก
คุณเคยสังเกตบ้างหรือไม่ว่า ทำไมคุณจึงรู้สึกอิ่มใจ ในทุกครั้ง ที่ได้ให้ความช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งผู้รับก็เพียงแต่แสดงความขอบคุณเราเท่านั้น
และทำไมในทางตรง กันข้าม หลายต่อหลายครั้ง ที่เราอยากจะหลบลี้หนีหน้าคนที่เราเป็นหนี้บุญคุณของเขา
คำตอบก็คือ.......
เมื่อเราให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อื่นนั้น ความเป็นตัวตนของเราจะถูกยกให้สูงขึ้น แต่เมื่อเรารับความช่วยเหลือจากผู้อื่น เราจะมีความรู้สึกว่า ตัวตนของเราถูกลดค่าลง
หลักประการหนึ่ง ซึ่งบุคคลสำคัญทั้งหลายเคยนำมาใช้อย่างได้ผลแล้วก็คือ เมื่อเขาให้ความช่วยเหลือกับใครก็ตาม เขาจะพูดให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า มันเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ควรจะถือเป็นบุญคุณที่ต้องนำมาใช้ คืน
การที่ทำเช่นนี้ ก็เพื่อมิให้ฝ่ายที่ขอรับความช่วยเหลือ บังเกิดความละอายใจ และเท่ากับเป็นการกระตุ้นทางอ้อม ให้ผู้รับ ได้หันมาตอบแทนเขาอย่างเต็มสติกำลังในโอกาสต่อไป
การขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น เป็นหนทางที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหา ระหว่างกันได้อยู่เสมอ ซึ่งถ้าเราขอร้องในสิ่งที่ตรงกับความสนใจของเขาแล้ว เขาก็จะสนองตอบเราด้วยความยินดีอย่างยิ่ง
ถึงตรงนี้คุณพอจะ มองเห็นคำตอบอย่างชัดเจนแล้วว่าทำไมคนเราจึงไม่ชอบงานขาย เพราะการที่เราเที่ยวออกไปขาย การไปขอให้เขาซื้อสินค้าของเรา เหมือนกับขอให้เขา ช่วยเรา นั่นหมายถึง “การได้ลดค่า ตัวตนของเขาลงมา ” ทำให้เขารู้สึกอึดอัดไม่อยากและไม่ชอบที่จะทำแบบ นั้น
ถ้าอย่างนั้นการ ขายอย่าง 7-11 , KFC หรือขายสินค้าในห้างสรรพสินค้าหละ นั่นไม่ใช่งานขาย มันเป็นเพียง งานบริการ ที่ทางบริษัทต่างๆเหล่านั้นได้จัดเตรียมระบบ และแผนการตลาดในการขายไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว พนักงานที่อยู่ในร้านเพียงแต่ให้การต้อนรับ และบริการเป็นอย่างดีก็จบแล้ว