MLM...ธุรกิจเครือข่าย เรียนรู้ก่อนที่จะล้มเหลวบทที่ 4
MLM...ธุรกิจเครือข่าย เรียนรู้ก่อนที่จะล้มเหลวบทที่ 4
คุณรู้ไหมว่าในแต่ละปี คนที่เสียภาษีระดับต้นๆของเมืองไทยเขามีอาชีพอะไร ในที่นี้เราไม่รวมเจ้าของธุรกิจนะ 8 ใน 10 คน มักจะมีอาชีพเป็นนักขาย ถ้าความจริงเป็นอย่างนี้แล้วคุณจะเลือกอะไร?
แล้วการเป็นเจ้าของกิจการ กับการเป็นเจ้าของธุรกิจเครือข่ายหละต่างกันอย่างไร
ทั้ง 2อย่างนี้ ฟังดูเผินๆก็น่าจะเหมือนกัน มันมีทั้งส่วนเหมือนและแตกต่าง
ก่อน อื่นผมขอแทรกประวัติส่วนตัวผมให้คุณฟังสักนิดก่อน ทั้งนี้เพราะมันเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมศึกษาเรื่องนี้มาเกือบตลอดชีวิต ผม เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะ ค่อนข้างยากจน แต่ก็ยัง มีโอกาสได้เรียนหนังสือกับเขาบ้าง เนื่องจากความจนมันเลยทำให้ผมมีความทะเยอทะยานสูง ชีวิต ผมตอนเด็กๆก็มีสภาพไม่แตกต่างจากเด็กข้างถนนธรรมดาๆคนหนึ่งผมมีอาชีพเสริม โดยการ เก็บเศษเหล็ก กระดาษ พลาสติก ตามข้างถนนมาขายหลังเลิกเรียน ต้องแอบทำนะเพราะกลัวพ่อ-แม่รู้ นั่นมันเป็นเพราะเราอยากได้ของเล่นเหมือนเด็กทั่วๆไปที่เขามีกัน พ่อกับแม่มีเงินให้เราพอแค่ค่าข้าว กับค่าขนมนิดหน่อย เนื่องจากเรามีพี่น้องหลายคน แต่อาชีพเสริมที่ผมทำตั้งแต่ เด็กบางครั้งมันยังพอเอามาจุนเจือครอบครัวได้ที่มีเหตุการณ์ไม่คาดคิด โชคดีที่ผมเป็นคนขยันเลยสอบ เข้าเรียนต่อในโรงเรียนมัธยมชื่อดังในขณะนั้นได้ เริ่มเป็นวัยรุ่นนิดๆแล้วก็เลยมีความฝัน ฝันอยากเป็นสถาปนิกฝันอยากเป็นนักเดินเรือพาณิชย์ แต่ก็ไม่เคยได้เลยกับความฝัน เพราะความจริงเราต้องหาเงินให้ได้มากๆเมื่อเราเรียนจบเพื่อช่วยพ่อกับแม่ใน ช่วงจบชั้นมัธยมต้นนั่นเองทางบ้านก็เริ่มมีปัญหาทางการเงินเนื่องจากคุณพ่อ ป่วยจนแทบจะทำงานไม่ได้เลย แม่เป็นแม่บ้าน ไม่มีรายได้จากทางไหนเลย จะเอาเงินที่ไหนเรียนต่อ แล้วอาชีพที่เราฝันไว้หละ.........ผม กลับมานั่งทบทวนตัดสินใจกับอนาคตตนเองระหว่างความฝันกับอนาคต จึงตัดสินใจสอบเข้าเรียนต่อที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในระดับ ปวช.ถึงปริญญาตรี เพราะที่นี่มีภาคค่ำ ยังพอจะมีโอกาสเรียนจนจบได้ แล้วจบออกมาแล้วยังมีโอกาสหาเงินได้อีกมากมายในฐานะวิศวกร ใน ระหว่างที่เรียนไปทำงานไป มันช่างเป็นชีวิตที่เหน็ดเหนื่อยเอาการ ช่วงเวลาที่เป็นวัยรุ่นเต็มตัวของผมจึงหายไป ชีวิตผมช่วงนี้มีแต่งานกับเรียน
ในระหว่างที่ผมฝึกงานอยู่ที่ บริษัทแห่งหนึ่ง ผมก็ได้ค้นพบว่า สิ่งที่ผมคิดว่าการเป็นวิศวกรจะมีรายได้สูง รองจากหมอ นั้นผิดเสียแล้ว นักขายต่างหาก คุณเชื่อไหมวิศวกรเรียนก็ยากกว่า พาณิชย์ จบก็ยากกว่า สอบเข้าก็ยากกว่า ทำไมเซลล์แมนหรือพนักงานขายที่บริษัทที่ผมทำงานมีรถขับ มีรายได้มากกว่าวิศวกรรุ่นพี่ๆที่ทำงานอยู่ก่อน ทำงานก็สบายกว่า นี่มันอะไรกัน ผมคิดผิดหรือเปล่า ผมเฝ้าคิดมาตลอดเวลาในช่วงนั้น ประมาณซัก 2 ปี เห็นจะได้
คุณเชื่อไหมผมตัดสินใจไม่เรียนต่อระดับ ปริญญาตรีทั้งๆที่อีก 2ปี ก็จบ จะได้เป็นวิศวกรตามที่หวังผมเลือกที่จะออกมาทำงานหาประสบการณ์ทางด้าน วิศวกรรมซักพักหนึ่ง ว่ามันจะเป็นเหมือนตอนที่ฝึกงานไหม ระหว่างอาชีพวิศวกรกับนักขายผมต้องการเป็นอะไรกันแน่ แล้วผมก็ทดลองทำตามที่อยากจะรู้อีกครั้ง ผมใช้เวลาอีก 1 ปีกว่าๆ ภาพมันก็ออกมาเหมือนเดิมเหมือนจะตอกย้ำความคิดที่ต้องการ ได้รับคำตอบมาตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ว่าระหว่างวิศวกรกับพนักงานขาย
อะไร คือคำตอบ ที่สุดก็ได้รับคำตอบว่าอาชีพที่จะทำให้ผมประสพความสำเร็จได้ในชีวิตก็คือ “ งานขายเท่านั้น ” แต่หนทางมันก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด ผมจะไปขายอะไร แล้วผมจะไปขายอย่างไร โชคดีที่ผมขอย้ายจากฝ่ายวิศวกรรม มาฝ่ายขายของบริษัทที่ผมทำงานอยู่ได้ เลยทำให้ผมไม่ต้องไปหางานที่ทำใหม่ก็ได้เริ่มต้นจากสิ่งที่เคยรู้มาแล้ว และออกไปขาย 6 เดือน ที่ผมมาอยู่ฝ่ายขาย ผมขายอะไรไม่ได้เลย ทำไมคนอื่นขายได้ ผมคิดผิดอีกหรือเปล่านะ หรือว่าผมหลงทางอีกแล้ว ผมพยายามหาคำตอบอยู่อีกนานพอควร เพื่อนๆ ผมในรุ่นเดียวกันก็เรียนกันจบหมดแล้ว ไปเป็นวิศวกรตามโรงงานที่มีเงินเดือนสูงๆ
ผม เริ่มมีความคิดผุดขึ้นมาในสมองอีกครั้งว่า “ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการขาย” ผมพยายามหาหนังสือทุกเล่มที่เขียนเกี่ยวกับการขายมาอ่าน เข้าฟังเข้าอบรมที่เกี่ยวกับการขายทุกคอร์สเท่าที่จะหาได้ในตอนนั้น แล้วผมก็ขายได้ เกือบหนึ่งปีเต็มๆ ที่ผมต้องทนอยู่กับคำปฏิเสธ หารายชื่อลูกค้าไม่ได้ วันๆไม่รู้จะไปไหน นั่งตามร้านกาแฟบ้าง เหมือนคนเลื่อนลอยค้นหาวิธีต่าง จนกว่ากว่าจะขายได้
คุณรู้ไหม ณ จุดนี้สภาพมันก็ไม่ต่างอะไรจากการเข้ามาทำธุรกิจเครือข่ายหรอก ผมจะหาลูกค้าจากไหน ถ้าไม่มีลูกค้าโทรเข้ามาที่บริษัท เพื่อแสดงความสนใจในสินค้า ถ้าบริษัทที่ผมทำงานอยู่ไม่ลงโฆษณา ไม่มีการทำโปรโมชั่น แล้วผู้มุ่งหวังอยู่ไหน แต่ที่ผมผ่านมันมาได้ก็เพราะการจัดการที่ดีของบริษัทในการช่วยส่งเสริมการ ขาย รวมทั้งแผนการตลาดที่มีนักการการตลาดจัดการไว้ เป็นอย่างดี ก็ผ่านมันมาได้ในที่สุด
ความคิดทางการขายหลัก การต่างยังวนเวียนอยู่ในสมองไม่รู้จบ
แล้วสิ่งเร้าใหม่ๆในความคิดก็เกิดขึ้นอีกจนได้ “ เปิดบริษัท เป็นของตัวเอง เป็นเจ้าของกิจการ ”
เก็บเงินมาตั้งนานคิด จะซื้อบ้านให้พ่อแม่อยู่ เอาอย่างไรดีหนอ? เงินแสนกว่าบาทจะทำอะไรได้แต่ถ้าซื้อ Town house เล็กๆ 2 ชั้นก็พอจะได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่านจะเอาอย่างไรดีนะ
.........แล้วความคิด มันก็เริ่มก่อตัวขึ้นใหม่ เมื่อผมมีแนวร่วมเป็น เพื่อนที่เรียนหนังสือมาด้วยกันตั้งแต่ชั้นมัธยมต้นมี ความคิดว่าเราต้องระดมทุนมาเพื่อต่อยอดในการทำธุรกิจ และ แล้วความคิดก็ก่อตัวเป็นความจริงเราระดมทุนได้ผู้ร่วมลงทุนกับเราเป็นจำนวน เงิน “หนึ่งล้านบาท” คุณลองคิดดู เงินจำนวนไม่น้อยเลยนะกับการเริ่มต้นธุรกิจ ถ้าผมจำไม่ผิดตอนนั้นผมอายุประมาณ 25 ปี ถ้าเทียบปีพ.ศ.ก็น่าจะประมาณ 2532 ตั้ง ประมาณเกือบ 20 ปี “หนึ่งล้านบาท”เรา เริ่มต้นทำกิจการของเราด้วยความมุ่งมั่น หาหนทางต่างๆ ช่องการตลาดทั้งหลาย แต่ทั้งนี้เรามีแต่ใจที่เต็มร้อย ประสบการณ์มีเพียงน้อยนิด ผลจะเป็นอย่างไร ผมว่าคุณก็น่าจะมีคำตอบอยู่ในใจแล้วนะ ..........เจ้งไม่เป็นท่า บ้านของพ่อกับแม่.....บ้านของเรา เหลือแต่ความฝันที่ว่างเปล่า
หมดตัวครับ แล้วจะทำอย่างไรต่อไปดีคุณช่วยบอกผมด้วย ผม หมดแรง.........ผมหมดเงิน..........ผมหมดหวัง...........ท้อแท้........แม้ แต่จะคิดอะไรต่อปล่อยให้เวลาผ่านไป วันแล้ว วันเล่า กับ บะหมี่สำเร็จรูป ซองแล้ว ซองเล่า อนิจจา เส้นทางของ เจ้าของกิจการส่วนตัว
แล้ว ความโชคร้ายมันก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดหรอก พี่ชายผมแนะนำให้ผมไปอบรมอะไรก็ไม่รู้ ผมไม่สนหรอก เงินจะกินข้าวยังไม่มีเลย ต้องไปอบรมที่โรงแรม ค่าสมัครตั้ง 3,000 บาท แหนะผมไม่มีเงิน ในที่สุดก็ไปอบรมเพราะเขาออกเงินให้ หลังจากอบรมเสร็จผมก็รู้ว่า นั่นคือก้าวแรกของธุรกิจเครือข่ายของผม
ผมทำธุรกิจนี้ด้วย ความคิดที่ว่ามันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ผมเหลือแต่ตัวเปล่าๆ กับจิตวิญญาณที่ไม่ยอมแพ้ ผมศึกษาทุกอย่างด้วยความมุ่งมั่น ลงมือทำตามที่ผู้บรรยายสอน ไม่มีระบบ ไม่มีผู้นำ ไม่ มีการเลียนแบบ ทำซ้ำ “ มีแต่พลังที่ออกมาจากจิตใต้สำนึกและจิตวิญญาณล้วนๆ ” เพราะ ตอนนั้นมันเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับธุรกิจเครือข่าย
ผมใช้เวลา 5 เดือนกับงานนี้มันทำให้ผมมีรายได้ หลักแสน รวมมีรายได้ล้านกว่าบาท ภายในหนึ่งปี มันเป็นความโชคดีอีกหรือเปล่านี่ ใช้เวลา 3 - 4 ปี กับการค้นหาคำตอบระหว่างวิศวกรกับนักขาย ใช้ เวลา 1 ปี กับเจ้าของกิจการ อะไรคือคำตอบที่แท้จริงกันแน่
เพียง ในระยะเวลา 1 ปี งานใหม่ของผมก็ทำรายได้ให้ผมแตะ 1 ล้าน ได้อย่างสวยงาม แต่แล้วความคิดที่จะเป็นเจ้าของกิจการก็ผุดขึ้นมาอีกจนได้ มันช่างเย้ายวนความรู้สึกอะไรผมเช่นนี้ แนวร่วมเก่าๆเริ่มเข้ามาเยือน ความหอมหวน หรือความเจ็บปวด
ไม่เข็ดหรอกครับ แต่คราวนี้ผมเริ่มมีสติมากขึ้น คราวที่แล้ว แสนกว่าๆ คราวนี้ซัก ใกล้ๆครึ่งล้านก็น่าจะพอนะ คิดทบทวนอยู่หลายวัน ตัดสินใจด้วยความรอบครอบ ทุกอย่างน่าจะไปได้ดี ประสบการณ์เพื่อนเราก็มีมากขึ้น ตกลงเริ่มธุรกิจส่วนตัวอีกครั้ง.................คุณคิดว่าจะเป็นอย่างไรต่อ ไป
ล้ม เหลวเหมือนเดิม....ครับ ถึงตรงนี้คุณจะทำเหมือนผมหรือเปล่านะ ไม่เข็ดซักที ไม่บ้าก็น่าจะเพี้ยน หรือไม่ก็สติแตกไปแล้ว ผม กลับไปทำงานประจำอีกครั้ง เนื่องจากธุรกิจเครือข่าย ที่ผมเคยทำยอดมันตกลงเรื่อยๆเนื่องจาก สินค้ามันไม่มีการใช้ซ้ำ เพราะมันคือที่นอนแม่เหล็ก มีอายุการใช้งาน 10 ปี แล้วผมจะไปขายใครเล่า อวสาน งานขายอีกแล้วหรือ ผมกลับไปช่วยพี่ชายทำงานที่โรงงานของเขา คิดว่าจะไม่ดิ้นรนอะไรอีกแล้ว อยู่ไปเรื่อยๆ เพราะที่อยู่ก็มีแล้วรถยนต์ก็มีแล้ว เก็บเงินไปเรื่อยๆ ก็อยู่ได้จนแก่ตายและแล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ผมถูกบีบให้ออกจากงาน เนื่องจากภาวะฟองสบู่แตกเมื่อปี 40 พี่ชายผมแท้ๆ สายเลือดเดียวกัน คุณว่านี่มันคืออะไร เพื่อปากท้องของครอบครัวเขา ผมไม่โกรธหรอก ผมเข้าใจความรู้สึกของเขาสวรรค์ แกล้ง หรือฟ้าลิขิต ถ้าผมผ่านไปไม่ได้ ก็จบ ผมไม่รู้จะไปสมัครงานที่ไหนอายุผมก็มากขึ้น สภาวะเศรษฐกิจล่มสลาย เงินเก็บเหลือแค่แสนกว่าบาท คำนวณแล้วอยู่ได้แค่ 4 เดือน ไม่รอดก็จบ
ผม ต้องสวมวิญญาณเจ้าของกิจการอีกครั้ง ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่มีคนจ้าง พยายามขายของทุกอย่าที่มีคนสนใจ ผมทำธุรกิจด้วยจิตใจจริงๆ ไม่มีรถ ไม่มีเงินทุน ไม่มีลูกค้า ผมไม่มีทางเลือก
คืนวันอันแสนสาหัส ผ่านไปด้วยความยากเข็น เจ็บปวดอ่อนแรง แล้วแสงรำไรก็เกิดขึ้นในถ้ำจริงๆ ผมผ่านมันมาได้
การค้าเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ผมได้งานจากลูกค้ามากขึ้น จากการเจรจาต่อรองที่ผมได้จากการขายที่ผมเคยทำเอาไว้กับลูกค้าเก่าๆ ปัจจุบันผมเริ่มที่จะมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ ผมพร้อมที่จะเกษียนในเวลาอีก 5 ปีข้างหน้าโดยที่ผมไม่ต้องทำอะไรแล้ว ถ้ามันไม่มีวิกฤตการที่เกินความคาดฝันเกิดขึ้นอีก
และแล้ว แนวร่วมของผมในอดีตก็ผ่านเข้ามาอีกครั้งในปัจจุบัน คุณ คิดว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไป เขาเอาอะไรมาให้ผมอีกแล้ว................เหมือนฝันกลางฤดูหนาวที่ตื่นขึ้น มาแล้วมีแต่ความอบอุ่น หรือฝันกลางฤดูร้อนที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบแต่ความหนาวเหน็บ
คุณ อยากรู้แล้วใช่ไหมว่ามันคืออะไร ทำไมผมถึงเรียกมันเช่นนี้
ผมพยายามหาคำตอบมาตลอดในเรื่องของเจ้าของกิจการ ว่าแท้ที่จริงแล้วมันควรจะทำหรือไม่ทำ 20 กว่าปีแล้วที่ผมผ่านมันมา ผมเรียนรู้ การเกิด และการดับของมัน ครั้งแล้วครั้งเล่า จากของผมเอง หรือของเพื่อนๆ แล้ววันนี้ผมพบคำตอบแล้ว ถ้าคุณโรเบิร์ด คิโยซากิ เขียนหนังสือ “ พ่อรวยสอนลูก ” ก่อน เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วผมคงไม่หลงทางขนาดนี้
แต่ถึงวันนี้คุณโชคดี กว่าผมมากนัก ที่มีคนเขียนหนังสือดีๆให้อ่าน ไม่ต้องหลงทางมา 20 กว่าปีเหมือนผม หรือไม่ก็ลองหาประสบการณ์ซัก 20 กว่าปีเหมือนผม หรืออาจจะน้อยกว่าก็ได้นะ