MLM...ธุรกิจเครือข่าย เรียนรู้ก่อนที่จะล้มเหลว บทที่ 5
MLM...ธุรกิจเครือข่าย เรียนรู้ก่อนที่จะล้มเหลว บทที่ 5
ธุรกิจเครือข่าย หรือ เจ้าของธุรกิจ
เอาหละหลังจากที่ผมเล่าประวัติตัวเอง มาพอคร่าวๆ ในตอนนี้ผมขอพูดในฐานะที่ผมเป็นเจ้าของกิจการก่อน ก่อนที่ผมจะมาเป็นเจาของกิจการได้นั้น ผมก็ฝันเหมือนคนทั่วๆไปแหละ แล้วผมก็เริ่มทำตามความฝันของผม
โดยขั้นตอนแรกเรียนรู้หาช่องทางต่างๆที่จะทำ เก็บสะสมเงินทุนที่ได้จากการทำงานเป็นลูกจ้างมาหลายปี ระดมทุน ก่อตั้งบริษัท หาสินค้าที่จะมาขายเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์หลักในการทำตลาด รับพนักงานในตำแหน่งต่างๆ หาตำแหน่งและช่องทางการจัดจำหน่าย และ หาผู้มุ่งหวังหรือลูกค้า
คุณรู้ไหมว่าขั้นตอนที่ยาก ที่สุดคืออะไร ผู้มุ่งหวังหรือลูกค้านั่นเอง ในขั้นตอนนี้ ในธุรกิจเครือข่าย หรือเจ้าของธุรกิจไม่ได้แตกต่างกันเลย ผมขอย้ำ ต้องหารายชื่อ ต้องโทรนัดหมาย อยู่ดีๆ ไม่ใช่ว่าลูกค้าจะโทรมาขอ ซื้อเอง เหมือน 7-11 ที่มีคนเดินเข้าร้านมาซื้อสินค้าทั้งวัน
มันต่างกันตรงเพียงแค่ว่า คุณคิดว่าคุณคือเจ้าของเพราะ คุณได้ใช้เงินของคุณสร้างมันขึ้นมา คุณรู้สึกมีหน้ามีตาในวงสังคมของคุณที่คุณมีกิจการเป็นของตัวเอง เพราะคุณคือผู้ก่อตั้งเป็นเจ้าของ “ตัวตน” ของคุณได้ถูกยกสูงขึ้นในสายตาคนทั่วๆไป ตามที่ผมเคย กล่าวมาแล้วในเรื่องของ “ตัวตน”
ส่วนธุรกิจเครือข่ายคุณไม่ได้เป็นเจ้า ของบริษัท คุณต้องมาสร้างระบบ คุณต้องมาชักชวนคน รู้สึกเหมือนไปขอร้องให้เขามาทำงานกับคุณ ตัวตนของคุณจึงถูกลดค่าลง คุณรู้สึกเช่นนี้ใช่ไหมนั่นเป็นเพราะ “ คุณคิดไปเอง ”
ถ้ามองจากเหตุผลการ ทำงาน ธุรกิจเครือข่าย กับเจ้าของกิจการไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลยจะต่างก็เพียง “ ตัวตน ” ที่คุณคิดไปเอง
ผมจะหยิบยกเรื่องราวจาก ความคิดไปเองของจิตใจ ให้คุณฟังซักเรื่อง
เวลาที่คนจะแกล้งลิงมักจะเอากะปิไปทามือลิง เจ้าลิงเกลียดกะปิที่สุดในชีวิตก็เอามือมาสูดดมแล้วถูมือไปกับสิ่งต่างๆ จนเลือดไหลท่วมมือ ถามว่า สิ่งที่ทำให้ลิงบาดเจ็บจนเลือดไหล คือ กะปิ หรือความเกลียดกะปิในใจลิง เจ้าลิงเองนั่นแหละที่เอามือมาสูดดมกะปิ แล้วทำร้ายตัวเองจนบาดเจ็บ นั่นเป็นเพราะ...........ใจมันคิดไปเองว่า มันเกลียดกะปิ
เอาหละตอนนี้ผมจะพูดถึงความได้เปรียบของ ธุรกิจเครือข่าย ที่มีเหนือกว่าเจ้าของกิจการของตัวเอง
ถ้าบริษัทที่คุณก่อตั้งขึ้นมาหา ลูกค้าไม่ได้ หรือได้น้อย อะไรจะเกิดขึ้น ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายประจำทุกเดือน เงินเดือนพนักงาน ค่าภาษี ประกันสังคม คุณคิดว่าทุกเช้าที่คุณตื่นขึ้นมาล้างหน้าคุณหมดเงินไปเท่าไรที่ต้องจ่ายกับ สิ่งเหล่านี้ ก่อนที่คุณจะมีรายรับเข้ามา สำหรับธุรกิจเครือข่ายคุณต้องจ่ายอะไรบ้าง
ยอด ขายหรือรายรับของบริษัทของคุณหละ ถ้าต้องการมากขึ้น ต้องเพิ่มปริมาณลูกค้า หรือพนักงาน ค่าใช้จ่ายก็จะตามมา ส่วนธุรกิจเครือข่ายนั้นมันจะค่อยๆเติบโตเป็นทวีคูณ เมื่อคุณจัดการกับระบบเครือข่ายได้ดี ถึงตอนนี้คุณคิดว่าคุณต้องเสียอะไรเพิ่มไหมกับธุรกิจเครือข่ายเมื่อยอดขาย เพิ่มขึ้น
ลองมาดูที่วิกฤตหรือความเสี่ยงบ้าง
ถ้าบริษัทของคุณ ถูกลูกค้าเบี้ยวไม่จ่ายค่าสินค้า คุณต้องออกไปขายของอีกเท่าไรเพื่อจะชดเชยกับสิ่งที่สูญเสีย หรือเกิดคู่แข่งที่ลดราคา เพื่อที่จะแย่งลูกค้าของคุณ คุณจะทำอย่างไร หรืออย่างเช่นเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตกเมื่อปี 40 ที่มีความไม่แน่นอนอยู่ตลอดเวลา ภัยธรรมชาติต่างๆที่หอบเอาธุรกิจของเขาเหล่านั้นลงทะเลเหมือน สึนามิ ที่หอบเอาธุรกิจต่างลงทะเลเพียงชั่วพริบตา
ผมผ่านร้อนผ่านหนาวมากับเรื่องแบบนี้ จนนับไม่ถ้วน ผมเฝ้าหาทางออกมาตลอดเวลา ธุรกิจเครือข่ายคือคำตอบที่ผมอยากจะบอกคุณ ความเสี่ยงแทบจะเป็นศูนย์ จะมีก็เพียงแต่คุณต้องต่อสู้กับความรู้สึกที่คุณคิดไปเองของคุณให้จงได้ วันนี้ผมพบแล้ว
“เหมือนฝันกลางฤดูหนาว.......ที่ตื่น ขึ้นมาแล้ว......มีแต่ความอบอุ่น”
ที่จริงแล้วถ้าคุณมองดูให้ลึกซึ้งการ ทำธุรกิจเครือข่ายก็เหมือนกับการสร้างธุรกิจที่เป็นของตัวเองเพราะวิธีการ คิดการทำงานไม่ได้แตกต่างกันเลย จะต่างก็เพียง “ ความรู้สึกที่คุณคิดไปเอง ” น่าเสียดาย.....ที่คนส่วนมากไม่รู้ว่า.. เขากำลังสร้างธุรกิจของเขาเอง
2. ให้ผู้อื่นเป็นฝ่ายพูด.......เมื่อเขาพูดจบเขาจะฟังคุณ
ผู้ที่ประสพความสำเร็จทั้งหลาย ฝึกตัวเองให้รู้จักการเป็น “ ผู้ฟัง ” ที่ดีกันทั้งนั้น แม้กระนั้น ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อย ที่ไม่สนใจจะศึกษาศิลปะนี้ ทั้งที่เขาต้องการสร้างความประทับใจ และชนะใจผู้ที่เขาไปติดต่อด้วย
ดังนั้น วิธีหนึ่งของการยกย่องผู้อื่น คือ รับฟังในทุกคำพูดของเขา ด้วยความตั้งใจจริง ทั้งนี้ เพราะการฟังด้วยความตั้งใจนั้น นอกจากจะทำให้ผู้อื่นนิยมชมชอบแล้ว ยังเป็นวิธีการที่ให้ผลดีเยี่ยม ในการที่จะชักจูงให้อีกฝ่ายหนึ่งพูดอีกด้วย
บุคคลที่ชอบคุยแต่เรื่องของตัวเองนั้น คือบุคคลที่แสวงหาความยุ่งยาก มาใส่ตัวอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ถ้าเขาเป็นเซลล์แมน ก็คงจะขายสินค้าให้เราไม่ได้ หรือถ้าเป็นญาติสนิท มิตรสหาย ก็คงก่อความรำคาญใจให้เราอยู่ไม่น้อย
เหตุผลที่แท้จริง ที่ทำให้เขาเป็นคนพูดมาก ก็เนื่องจากเขาไม่สามารถแก้ไขนิสัยความเป็นเด็กของตนเองได้ และเพื่อที่จะแสดงให้คนอื่นเห็นว่า ตัวเขานั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งเท่านั้น
หลักการที่จะชนะใจคู่สนทนา ด้วยการตั้งคำถามนั้นประกอบด้วยหลัก 3 ประการดังนี้
- คำถามนั้นเป็นคำ ถามด้วยความเคารพอย่างแท้จริง
- เกี่ยวกับการตั้ง คำถาม จะต้องแน่ใจว่าเรามีความสนใจอย่างแท้จริง
- ในการตั้งคำถาม จะต้องมีเหตุผลสนับสนุนด้วยว่า อีกฝ่ายหนึ่งต้องการจะตอบไม่ใช่ตั้งคำถามส่วนตัวที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่อยากตอบ
การตั้งคำถามก็เช่น เดียวกับการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลทั่วไป คือต้องอาศัยวิธีการที่แตกต่างไปในแต่ละบุคคล
ลิเลียน ไอก์เลอร์ ได้บรรยายถึงวิธีการ ไว้ในหนังสือที่เธอเขียนขึ้นว่า
คนเราทุกคนนั้น ยินดีที่จะพูดถึงงานอดิเรกของตน เขาชอบเล่าถึงประสบการณ์ที่ตนเป็นตัวเอกในเรื่อง ชอบที่จะแสดงความคิดเห็น การที่ท่านสามารถทำให้คนเหล่านั้น บังเกิดความภูมิใจ โดยถามถึงความคิดเห็นของเขา ในเรื่องที่น่าสนใจโดยทั่วไปแล้วแสดงว่าท่านกำลังให้เกียรติ ในฐานะที่เขาเป็นผู้รอบรู้ และเป็นคำถามที่มีประโยชน์มาก ไม่ว่าจะเป็นในวงธุรกิจ หรือสังคมก็ตาม
เรื่องที่ทุก คนพร้อมจะตั้งใจฟัง มีอยู่เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น คือ เรื่องของผู้อื่น
ในบางครั้ง เมื่อมีคนเอ่ยถึงบุคคลสำคัญที่เรารู้จัก หรืออาจเป็นญาติ หรือมิตร เราจะตั้งใจฟังด้วยความสนใจอย่างยิ่ง แต่เมื่อมีการวิจารณ์บุคคลนั้นๆให้เราได้ยิน เราก็อดที่จะคิดคัดค้านไม่ได้ และบางครั้งเราก็คัดค้านออกไปเลยก็มี
สรุป......สิ่งที่ควรจำในหัวข้อนี้คือ
การที่จะเอาชนะ และจูงใจผู้อื่น ให้คล้อยตามเรานั้น วิธีง่ายที่สุดก็คือ จงสร้างความพอใจให้เกิดขึ้นกับเขา ด้วยการชวนคุยด้วยงานอดิเรก สิ่งที่เขาสนใจเป็นพิเศษ หรือปัญหาของเขา รวมไปถึงสิ่งที่เขามีความรู้ และความคิดเห็นของเขาด้วย
ในระหว่างการสนทนานั้น ท่านต้องรู้จักการสอดแทรกคำถามที่เหมาะสม แสดงออกทั้งสีหน้า ท่าทางและ วาจาที่แสดงออกถึงความเชื่อถือในคำพูดของบุคคลผู้นั้น ว่าท่านได้ให้ความสนใจ ในเรื่องที่เขากำลังพูดอย่าง สุจริตใจ ขณะเดียวกันก็แสดงความยกย่องบุคคลผู้นั้น ไปด้วยพร้อมกัน...............และเมื่อใด ที่เขาแสดงความเห็นพร้องต้องกันกับความคิดของเราแล้วจงแสดงให้เขารู้ว่านั่น เป็นความคิดที่มาจากตัวเขาเอง เพื่อเป็นการยกย่อง “ ตัวตนของเขา ” ให้สูงขึ้นมา เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้เขาพร้อมที่จะปฏิบัติตามเราด้วยความกระตือรือร้น
“ จงฝึกนิสัยตั้งใจฟังคนอื่นพูด ให้เป็นนิสัยประจำตัวท่าน ”
ประโยชน์ที่ ได้จากการเป็นผู้ฟังที่ดี
การที่เราฟัง โดยปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งพูด คือการสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้น เพราะการฟังนั้น นอกจากจะอำนวยประโยชน์ในด้านต่างๆให้กับเรา ยังทำให้เราสามารถเรียนรู้ถึงความคิด ของอีกฝ่ายหนึ่งได้อีกด้วย มองเห็นทั้งความประสงค์และความตั้งใจ และลักษณะนิสัยของเขาด้วย
คนทั่วไปมักจะพูดมากจนเกินความต้องการ มันจะเป็นการอำนวยประโยชน์ให้อย่างมาก ถ้าเราปล่อยเวลามากกว่าครึ่งหนึ่ง ให้ผู้ที่เราไปติดต่อด้วย เพื่อให้เขาได้แสดงถึงความต้องการของตัวเองออกมา
คนฉลาด และผู้ที่มีประสบการณ์นั้น ถ้าเขาเป็นนักฟังที่ดีด้วยแล้ว เขาจะสามารถคาดการณ์ได้อย่างใกล้เคียงที่สุดว่า......ผู้ที่ตนสนทนาอยู่ด้วย นั้น มีความรู้สึกนึกคิดสิ่งใดแฝงอยู่ในใจ
คนเรานั้น ควรที่จะได้ชั่งน้ำหนักในคำพูดของตนเองอย่างรอบคอบ ขณะเดียวกัน ก็ต้องรู้จักที่จะชั่งคำพูดของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย เพราะถ้าเราทำได้เช่นนี้ เรามีโอกาสรู้ได้ทันทีว่า อีกฝ่ายหนึ่งนั้นมีความสุจริตใจแค่ไหน และคำพูดที่เขากล่าวมานั้นมีความจริงใจเพียงใด
เฮนรื่ ที. สแตนตั้น ให้คำจำกัดความเกี่ยวกับวิธีการนี้ ไว้อย่างรัดกุมว่า
“ เมื่อท่านต้องการจะขายอะไรให้กับใครซักคนนั้น จงใช้เวลา 90 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการค้นหาแนวความคิดความต้องการที่แท้จริงของผู้ซื้อ ส่วน ตัวท่านเองนั้นมีสิทธิ์ใช้เวลาเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ”
ข้อควรระวัง ในการตั้งคำถามในการสนทนา
พยายามหลีกเลี่ยงคำถาม หรือการพูดเกี่ยวกับ หลักศาสนา ปรัชญา หรือการเมือง เพราะในคำถามเหล่านั้นมันแฝงไปด้วยศรัทธาของแต่ละคน ถ้าคุณไม่เชื่อ คุณคิดว่าคุณจะไปพูดให้คนที่คุณรู้จักเปลี่ยนศาสนาได้ง่ายๆไหม